“รมช.กต.จีน” ชื่นชม “ไทย” ดึง “เมียนมา” สางปัญหา “แก็งคอลเซ็นเตอร์” ร่วมกัน “เจ้าตัว” ย้ำจุดยืนไทยหวังลุ่มน้ำโขงร่วมกันยุติปัญหาสแกมเมอร์ ด้าน“โรม” จี้ดึง “เหยื่อแก๊งคอลฯ” เข้าไทยให้ข้อมูล “จนท.” เดินหน้าทลาย “แก็งไทยเทา-จีนเทา” ส่วน “เหยื่อคอลฯ” จ่อเข้าไทยอีก 7,141 คน รวม 28 สัญชาติ “เมียนมา” เร่งทำบัญชีส่งสถานทูตรอส่งตัวกลับ
เมื่อวันที่ 26 ก.พ.68 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หารือทวิภาคีกับนายซุน เว่ยตง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างการเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ และการเข้าร่วมพิธีเปิดงาน ASEAN Future Forum หรือ AFF 2025 ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม
ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนชื่นชมการเยือนเมียนมาครั้งล่าสุดของนายมาริษ โดยมองว่าเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวก และการตอกย้ำให้เมียนมาและประเทศที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอาชญากรรมข้ามพรมแดน สแกมเมอร์ และคอลเซ็นเตอร์ หันมาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ร่วมกัน และสานต่อความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เพื่อขจัดปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติต่าง ๆ ให้หมดไปอย่างเด็ดขาด ไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยอีก ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อเสนอของจีนให้มีการปราบปรามและมีมาตรการป้องกันไม่ให้ปัญหาและธุรกิจเหล่านี้กลับมาดำเนินการได้อีก
นอกจากนี้ ทั้งไทย จีน เมียนมา และประเทศอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบ ก็ยังมีกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง หรือ MLC เป็นอีกช่องทางและกลไกการพูดคุย เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกัน โดยจีนจะเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าวในช่วงปลายปีนี้เพื่อติดตามความคืบหน้าโดยเร็ว
ขณะเดียวกัน นายมาริษ ยังได้หารือทวิภาคีกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ ราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อเตรียมการเยือนกัมพูชาของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในเร็ว ๆ นี้ โดยนายมาริษได้ย้ำจุดยืนไทยที่ต้องการให้ประเทศลุ่มน้ำโขงร่วมกันยุติปัญหาการค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามพรมแดน สแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ ปัญหายาเสพติดตามชายแดนร่วมกัน
ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เตรียมผลักดันเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่จะทะลักเข้ามาในประเทศไทย ว่า ขณะนี้ตนเข้าใจว่าสถานการณ์วิกฤตจริงๆ เพราะมีเหยื่อและอาจจะมีคนที่ร่วมกระบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ค้างอยู่ประมาณ 7 พันคน การที่ตัวเลขนี้ค้างอยู่ในพื้นที่ของกองกำลังอาจจะทำให้มีปัญหาตามมาว่าการจะไปช่วยเหลือหรือทลายเพิ่มเติมนั้น อาจจะทำให้เกิดความยากลำบากได้ เพราะกองกำลังอาจจะไม่มีศักยภาพพอที่จะดูแลการให้ข้าวให้น้ำให้อาหารทุกอย่างกับบรรดาเหล่านี้ได้เป็นเวลานาน
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น การจะดึงเข้ามาในประเทศไทย เราสามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้ หมายความว่าต่อให้เขาเป็นเหยื่อหรืออาชญากร เขาย่อมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะบางคนอยู่มานาน เขาจึงสามารถให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่รัฐฝั่งไทยได้ว่าใครเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ ซึ่งตนคิดว่าจะเป็นประโยชน์ในการที่จะทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นรูปธรรมได้ โดยประเทศไทยเรามีเครื่องมือที่จะสามารถช่วยดูดข้อมูลจากโทรศัพท์ได้ และเราก็อาจจะเสริมทัพโดยการใช้บุคลากรในการสอบถามข้อมูลได้ นี่เป็นสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดในเวลานี้เพื่อนำไปขยายผลปราบปรามจีนเทา ไทยเทาต่อไปได้
"หากเรารีบส่งคนเหล่านี้เร็วเกินไป สุดท้ายก็ไม่มีอะไรการันตีว่าคนเหล่านี้หากเขากลับไปแล้วจะไม่สามารถกลับมาอีกได้ และไม่มีการการันตีว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะถูกทำลาย อย่าลืมว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้เขาชักจูงกันมา คนที่เป็นเอเยนต์ในการพามาและได้เงินไปแล้วนั้น ตอนนี้เขายังอยู่ในเมืองไทย ยังอยู่เชียงใหม่ ยังอยู่กรุงเทพฯ ยังอยู่ภูเก็ตหรือไม่ นี่เป็นสิ่งที่เราต้องนำไปสู่การสอบสวนต่อไปให้ได้" นายรังสิมันต์ กล่าว
เมื่อถามว่า หากรับเข้ามาแล้วมองว่าจะคุ้มหรือไม่กับข้อมูลที่เราจะได้ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า หากถามตน ตนคิดว่าเมื่อแลกกับความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชนชาวไทยระยะยาว ก็คุ้ม และเวลาที่เราบอกจะรับเขาเข้ามานั้นไม่ได้หมายความว่าเราจะอยู่กับเขาเป็นปีๆ แต่ต้องมีการประสานงานกับสถานทูตต่างๆ และส่วนใหญ่จะต้องมีการประสานงานกับทางประเทศจีน ซึ่งจากที่ตนทราบมาทางรัฐบาลจีนก็พร้อมดูแลคนของเขา แต่ก็อยู่ที่เรา
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น หากเขาพร้อมดูแลและใช้เวลาไม่นานเกินไปในการสกรีนคนเหล่านี้ ตนเชื่อว่าก็ไม่ได้ใช้ทรัพยากรมากกับความคุ้มค่าในความปลอดภัยคนไทย และคิดว่าการพูดคุยกับจีนในการเอาข้อมูลชุดนี้ แหล่งข่าวตนก็บอกว่าทางจีนยินดี ยืนยันว่าจีนไม่ได้มีปัญหา แต่ที่ผ่านมารัฐบาลไทยไม่ยอมคุยกับจีน อย่างไรก็ตาม เมื่อคนเหล่านี้จะเข้ามายังประเทศไทยก็จะต้องมีการสกรีนคนที่เป็นอาชญากรและเหยื่ออยู่แล้ว ซึ่งเป็นไปตามโปรโตคอลของประเทศไทยที่มีอยู่แล้ว ทุกประเทศต้องเคารพ หากไทยไม่ยอมเอาเข้าสู่กระบวนการนี้ ขณะที่ประเทศอื่นเอาเข้า ก็อาจจะเกิดคำถามว่าประเทศไทยปฎิบัติต่อคนประเทศอื่นไม่เท่าเทียมกัน
เมื่อถามว่า หากมีการอพยพเข้ามาจะเป็นเหมือนผึ้งแตกรังหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องอพยพอะไรต่างๆ เป็นคนละส่วนกัน หากเป็นเหยื่อเขาก็ต้องการความช่วยเหลือ ดังนั้น หากเราสามารถสร้างความมั่นใจได้ว่าจะมีกระบวนการและพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เชื่อว่าแม้เขาจะเป็นผึ้งแตกรังแต่เขาจะเป็นผึ้งแตกรังที่เข้ามาหาเจ้าหน้าที่รัฐ สามารถควบคุมได้ แม้อาจจะมีบางส่วนที่กลัวจะเป็นอาญา แต่เราน่าจะสามารถบริหารจัดการได้ และไม่ต้องห่วงเพราะวันนี้เรามีผู้หนีภัยจากการสู้รบในเมียนมามาหลักล้าน น่าจะอยู่ในประเทศไทยเป็นหลักล้านแล้ว สเกลมันน้อยกว่าเยอะมาก ซึ่งที่ต้องยาวไปกว่านั้นคือในจำนวนเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 7 พันกว่าคนอาจจะเป็นเปอร์เซ็นต์น้อยของจำนวนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งหมด ยืนยันว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อยู่ชเวก๊กโกและเคเคปาร์คนั้นอาจจะมีกว่าแสนคน
เมื่อถามว่า จะต้องมีการติดตามการส่งต่อเรื่องระหว่างรัฐบาลไทยไปยังรัฐบาลจีนหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า จะต้องมีการติดตามต่อและต้องปราบให้เด็ดขาด หากคิดว่าวันนี้เราปราบแล้ว พอแล้ว เดี๋ยวแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็จะกลับมา ความเสียหายในประเทศไทยก็จะเกิดขึ้นอีก ซึ่งตนทราบมาว่าวันนี้จำนวนสายและการแจ้งความเรื่องนี้น้อยลงแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ เรายังต้องปฎิบัติการเชิงรุกต่อไป ต้องขยับให้มากกว่านี้ และทราบมาว่าทางประเทศกัมพูชาก็ขอข้อมูลมา
ฉะนั้น เราต้องแชร์ข้อมูลกันเพื่อให้เกิดความร่วมมือกัน แต่ต้องดูว่าจะสามารถแชร์ได้มากน้อยแค่ไหน รวมถึงต้องไปดูว่ายังมีกระบวนการนี้อยู่ที่ประเทศไหนบ้างเพื่อจะได้ไปจัดการ อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่เป็นระดับบอสนั้น เรายังจัดการได้ค่อนข้างน้อย
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว ปฏิบัติการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เครือข่ายขบวนการสแกมเมอร์ แก๊งอาชญากรรมออนไลน์ ทุนเทาเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง หลังทางการ สป.จีนส่ง “หลิว จงอี้ ผู้ช่วย รมต.ความมั่นคงและสาธารณะ” บินตรงประสานงานร่วมกับไทย-เมียนมา ขณะที่รัฐบาลไทยงัดมาตรการตัดเน็ต-ตัดไฟฟ้า-ตัดการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ข้ามชายแดน 5 จุด ในพื้นที่แม่สาย-ท่าขี้เหล็ก, แม่สอด-เมียวดี และด่านเจดีย์สามองค์-เมืองพญาตองซู
ล่าสุด พบว่าเมียนมา และ กกล.BGF ได้รวบรวมบุคคลต่างชาติจากปฏิบัติการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ในเมืองชเวก๊กโก เมืองเมียวดี และเมืองเคเคปาร์ก รอการส่งตัวกลับประเทศต้นทางจำนวนรวมทั้งสิ้น 7,141 คน จาก 29 สัญชาติ ประกอบด้วย 1. จีน จำนวน 4,860 คน 2. เวียดนาม จำนวน 572 คน 3. อินเดีย จำนวน 526 คน 4. เอธิโอเปีย จำนวน 430 คน 5. อินโดนีเซีย จำนวน 283 คน 6. ฟิลิปปินส์ จำนวน 127 คน 7. มาเลเซีย จำนวน 70 คน 8. ปากีสถาน จำนวน 78 คน 9. เคนยา จำนวน 64 คน 10. ไต้หวัน จำนวน 25 คน 11. เนปาล จำนวน 17 คน 12. แอฟริกาใต้ จำนวน 17 คน 13. ยูกันดา จำนวน 13 คน 14. แอฟริกา จำนวน 9 คน 15. ศรีลังกา จำนวน 8 คน 16. อุซเบกิสถาน จำนวน 8 คน 17. ไนจีเรีย จำนวน 7 คน 18. กานา จำนวน 6 คน 19. แคเมอรูน จำนวน 6 คน 20. บังกลาเทศ จำนวน 6 คน 21. นามีเบีย จำนวน 4 คน 22. รวันดา จำนวน 4 คน 23. ตูนีเซีย จำนวน 3 คน24. เชก จำนวน 2 คน 25. ลาว จำนวน 1 คน 26. โรมาเนีย จำนวน 1 คน 27. แอลจีเรีย จำนวน 1 คน 28. สิงคโปร์ จำนวน 1 คน โดยฝ่ายเมียนมาได้จัดทำบัญชีรายชื่อส่งให้สถานทูตของแต่ละประเทศ เพื่อประสานการเดินทางกลับให้เร็วที่สุดต่อไป