“ธนาคารโลก” ชำแหละเศรษฐกิจไทย หนุนปฏิรูปภาษี-ขึ้น VAT
SUB_NOI February 27, 2025 11:21 AM
คอลัมน์ : นอกรอบ

ล่าสุด ธนาคารโลก (World Bank) ได้เปิดรายงานติดตามเศรษฐกิจไทย ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2568

โดยระบุว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของปี พ.ศ. 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 2.6 ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์เดิม เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวเกินความคาดหมาย อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังคงช้ากว่าประเทศในอาเซียน และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงต่ำกว่าระดับศักยภาพ

โดยการเติบโตทางเศรษฐกิจได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นทางการคลัง (มาตรการแจกเงิน 10,000 บาท) ในไตรมาส 4/2567 ประกอบกับการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัว

นอกจากนี้ ธนาคารโลกระบุว่า ภาวะการคลังของไทยยังคงขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง แม้ว่าจะมีการจ่ายเงินอุดหนุน 10,000 บาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากรายจ่ายลงทุนที่ลดลง อันเนื่องมาจากความล่าช้าในการจัดสรรงบประมาณในปี 2567

จีดีพีไทยโตไม่ถึง 3% ไปอีก 2 ปี

รายงานธนาคารโลกระบุถึงแนวโน้มเศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงในปี 2568 ว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่งขึ้นและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ว่าปัจจัยภายนอกจะมีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อย โดยประเมินเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.6 ในปี 2567 เป็นร้อยละ 2.9 ในปี 2568

โดยมีการฟื้นตัวของการลงทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน การท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ แม้ว่าจะมีแนวโน้มชะลอตัวลงบ้าง โดยคาดว่าการท่องเที่ยวจะกลับสู่ระดับก่อนเกิดโรคระบาดได้ภายในกลางปี 2568

ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับแรงกระตุ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการเงินอุดหนุน (ดิจิทัลวอลเลต)

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของการบริโภคอาจเผชิญอุปสรรคจากวงจรการลดหนี้และมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น สำหรับการค้า การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและจีน แม้ว่าตลาดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกจะอยู่ในภาวะขาขึ้นก็ตาม

นอกจากนี้ เวิลด์แบงก์ยังประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะชะลอตัวลงเล็กน้อย โดยมีอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 2.7 และคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาแตะระดับศักยภาพได้ภายในปี 2571

ขาดดุลงบประมาณ

เวิลด์แบงก์มองว่า ระดับหนี้สาธารณะของไทยจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จากปี 2567 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 63.3 ของ GDP คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 64.8 ในปีงบประมาณ 2568 ตามการขยายตัวของการขาดดุลงบประมาณที่ได้รับแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ่ายเงินอุดหนุนที่เพิ่มสูงขึ้น

ขณะที่การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 1.3 ของ GDP ในปีงบประมาณ 2567 เป็นร้อยละ 3.1 ในปีงบประมาณ 2568

เนื่องจากมีการเร่งรัดการใช้จ่ายทั้งในส่วนของรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน โดยเฉพาะรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการเงินอุดหนุน 10,000 บาท

โดยเฉพาะในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 การขาดดุลงบประมาณได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากมีการเร่งรัดการใช้จ่ายทั้งในส่วนของรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน โดยเฉพาะรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการเงินอุดหนุน 10,000 บาท โครงการดิจิทัลวอลเลต เฟสแรก สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14 ล้านคน

แจกเงิน-ต้นทุนการคลังที่สูงกว่า

ทั้งนี้ ธนาคารโลกประเมินเบื้องต้นว่า มาตรการเงินอุดหนุนนี้อาจช่วยกระตุ้นการเติบโตของ GDP ในปี 2567 ได้ประมาณร้อยละ 0.3 อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมาพร้อมกับ “ต้นทุนทางการคลัง” ที่สูงถึง 145,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.8 ของ GDP

และปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจประมาณ 3 แสนล้านบาท โดยเน้นไปที่การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ทั้งนี้ งบประมาณดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดิจิทัลวอลเลตมูลค่า 450,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งได้มีการเบิกจ่ายไปแล้ว 140,000 ล้านบาท สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของมาตรการและแหล่งเงินทุนโดยรวมภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ยังคงไม่ปรากฏอย่างชัดเจน

เตือน 3 ความท้าทายการคลัง

นอกจากนี้ ธนาคารโลกระบุว่า นโยบายการคลังของประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทาย 3 ประการ ได้แก่ การตอบสนองต่อความต้องการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นสำหรับบริการสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับ “ผู้สูงอายุ” การฟื้นฟูการลงทุนเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการรักษาระดับหนี้สาธารณะให้อยู่ในระดับที่ยั่งยืน

โดยคาดว่าระดับหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 64.8 ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และมีแนวโน้มเข้าใกล้เพดานหนี้สาธารณะที่ร้อยละ 70 ของ GDP ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า

แม้ว่าระดับหนี้สาธารณะของประเทศไทยยังคงมีความยั่งยืนทางการคลัง แต่แรงกดดันในการใช้จ่ายทางสังคมและการลงทุนของภาครัฐในทุนมนุษย์เพิ่มสูงขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุ และมาตรการกระตุ้นการบริโภคเพื่อการเติบโต เช่น โครงการดิจิทัลวอลเลต ได้เพิ่มแรงกดดันทางการคลัง

ข้อเสนอแนะสำคัญของ “ธนาคารโลก” ในการเพิ่มความยืดหยุ่นทางการคลังท่ามกลางความต้องการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ได้แก่

1.ปรับลดการอุดหนุนพลังงานที่ไม่เป็นธรรมต่อการกระจายรายได้ (เช่น ในภาคการขนส่ง ไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม) ซึ่งส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯของรัฐขาดดุล โดยควรเปลี่ยนไปเน้นการให้ความช่วยเหลือทางสังคมและการโอนเงินแบบมุ่งเป้ามากขึ้น เพื่อสนับสนุนครัวเรือนที่เปราะบางและบรรเทาความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2.เพิ่มรายได้จากภาษี ส่งเสริมการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างพื้นที่ทางการคลัง แม้ว่าการจัดเก็บรายได้ภาครัฐจะปรับตัวดีขึ้นถึงร้อยละ 16 ของ GDP ในปีงบประมาณ 2567 แต่ก็ยังคงต่ำกว่าประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง จึงจำเป็นต้องดำเนินการปฏิรูปภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ควบคู่ไปกับการลดความยากจน เช่น การปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มและการนำมาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้ร่วมกัน เป็นต้น

รวมถึงมาตรการขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การปรับลดแรงจูงใจทางภาษีที่ไม่จำเป็น การขยายการจัดเก็บภาษีความมั่งคั่ง เป็นต้น

3.เร่งการลงทุนภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีใหม่ และทุนมนุษย์ที่สนับสนุนและส่งเสริมซึ่งกันและกัน จะสามารถดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนและกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคได้

© Copyright @2025 LIDEA. All Rights Reserved.