เงินบาทผันผวน หลัง กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ลงมาที่ระดับ 2.00% ด้วยมติ 6 ต่อ 1 ผิดคาดจากที่คาดการณ์ว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ (27/2) ที่ระดับ 33.74/76 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (26/2) ที่ระดับ 33.69/70 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ดอลลาร์สหรัฐค่อย ๆ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย โดยฟื้นตัวหลังจากร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมเมื่อวันอังคารอันเนื่องมาจากความกังวลเกี่ยวกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่่ทรุดตัวลง รวมทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ชะลอตัวลง
ทั้งนี้ค่าเงินดอลลาร์ได้รับแรงหนุนหลังนักลงทุนได้มีความกังวลเกี่ยวกับการเรียกเก็บภาษีของรัฐ โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาความเป็นไปได้ในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าทองแดง ร่วมกับโฮเวิร์ด ลุคนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เมื่อวันอังคาร (25/02) โดยการสอบสวนจะดำเนินการภายใต้มาตรา 232 แห่งกฎหมายการขยายการค้า (Trade Expansion Act) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการใช้ข้อจำกัดทางการค้าด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ
นอกเหนือจากนั้น แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐกำลังร่างมาตรการควบคุมเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐ ให้มีความเข้มงวดมากขึ้น และกำลังกดดันชาติพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐให้เพิ่มข้อจำกัดต่ออุตสาหกรรมชิปของจีน โดยการควบคุมปริมาณและประเภทของชิปที่สามารถส่งออกได้โดยไม่ต้องขออนุญาตเพื่อจำกัดขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของจีน
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่ร่วงลงสู่ระดับ 657,000 ยูนิตในเดือน ม.ค. โดยดิ่งลง 10.5% เมื่อเทียบรายเดือน และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 680,000 ยูนิต จากระดับ 734,000 ยูนิตในเดือน ธ.ค. โดยถือเป็นสัญญาณลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ เพราะยอดขายบ้านที่ลดลงอาจสะท้อนถึงอุปสงค์ที่ลดลงและการชะลอตัวของตลาดที่อยู่อาศัย
ด้านปัจจัยภายในประเทศ ค่าเงินบาทผันผวนหนัก หลัง กนง.มีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ลงมาที่ระดับ 2.00% ด้วยมติ 6 ต่อ 1 โดยผิดคาดตลาดจากตอนแรกที่คนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้
ทั้งนี้เนื่องมาจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ จากภาคการผลิตอุตสาหกรรมที่อ่อนแอกว่าคาด รวมทั้งมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทรงตัวในระดับต่ำจากปัจจัยด้านอุปทาน ซึ่งการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระลูกหนี้ และทำให้ภาวะการเงินบางภาคส่วนที่ตึงตัวผ่อนคลายลงได้
อย่างไรก็ดีนายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ระบุว่าในการประชุม กนง.รอบหน้า วันที่ 30 เม.ย. 68 จะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 68 อย่างเป็นทางการ โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะปรับมาอยู่ที่ระดับสูงกว่า 2.5% เล็กน้อย จากปัจจุบันคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 2.9%
ทั้งนี้ การที่เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ไม่สูงมาก มาจากปัญหาด้านอุปทานเป็นสำคัญ เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงนี้ ส่วนหนึ่งจะช่วยลดต้นทุน และภาระทางการเงินให้ลูกหนี้ได้บ้าง และช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจที่ซบเซาลงมา รวมทั้งเงินเฟ้อที่ยังมีความเสี่ยงด้านต่ำ
ขณะที่สภาพัฒน์ เผยหนี้ครัวเรือนในไตรมาส 3/67 ขยายตัวในอัตราชะลอลง เช่นเดียวกับคุณภาพสินเชื่อของครัวเรือน ที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ขณะที่สถานการณ์แรงงานไตรมาส 4/67 ผู้มีงานทำ 40.1 ล้านคน ลดลงเล็กน้อย จากการจ้างงนภาคเกษตรกรรมที่ยังคงหดตัวต่อเนื่อง ส่วนสาขานอกภาคเกษตรขยายตัวได้ ขณะที่อัตราการว่างงาน ยังอยู่ในระดับต่ำที่ 1% และภาวะแรงงาน ไตรมาส 4 ปี 67 ทรงตัว โดยอัตราว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ
โดยระหว่างวันการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอยู่ในกรอบระหว่าง 33.74-33.94 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.91/92 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวเปิดตลาดเช้านี้ (27/2) ที่ระดับ 1.0479/80 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (26/2) ที่ระดับ 1.1498/99 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจาก GfK และสถาบันนูเรมเบิร์กเพื่อการตัดสินใจด้านตลาด (NIM) ที่เผยแพร่ในวันพุธ (26/02) ระบุว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวเยอรมนีทรุดตัวลงอย่างหนักในช่วงต้นเดือนมีนาคม สะท้อนความกังวลของประชาชนต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ย่ำแย่
โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค.ลดลงสู่ระดับ -24.7 จุด จาก -22.6 จุดในเดือนก่อนหน้า สวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในโพลของสำนักข่าวรอยเตอร์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น -21.4 จุด สำหรับตัวชี้วัดความเต็มใจในการซื้ออยู่ที่ -11.1 ในเดือน ก.พ. 2568 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. ลดลงจากระดับ -8.4 ในเดือน ม.ค. 2568 ดังนั้น GfK และ NIM เตือนว่า ผู้บริโภคจำนวนมากยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย เนื่องจากข่าวการปิดโรงงาน การย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ และการปลดพนักงานจำนวนมาก
ส่วนดัชนีความคาดหวังด้านรายได้อยู่ที่ -5.4 ในเดือน ก.พ. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรบ 13 เดือน ลดลงจากระดับ -1.1 ในเดือน ม.ค. โดยดัชนีดังกล่าวสะท้อนถึงความคาดหวังเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสถานะทางการเงินของครัวเรือนในอีก 12 เดือนข้างหน้า
ผลสำรวจระบุว่า สาเหตุที่ดัชนีความคาดหวังด้านรายได้ร่วงแรงนั้นมาจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น สถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน รวมถึงความไม่พอใจต่อการเมือง ทั้งนี้ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0459-1.0493 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0480/481 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวเปิดตลาดเช้านี้ (27/2) ที่ระดับ 149.36/38 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (26/2) ที่ระดับ 149.23/24 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนยังแกว่งตัวในเชิงแข็งค่า ในระดับต่ำกว่า 150 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยนักลงทุนยังคงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของแผนการเรียกเก็บภาษีนำเข้าที่ถูกประกาศโดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ยังส่งผลบวกต่อค่าเงินเยน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสกุลเงินปลอดภัย ทั้งนี้การเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนอยู่ในกรอบระหว่าง 148.75-149.48 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 149.64/67 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในวันนี้ได้แก่ อัตราการว่างงานของเยอรมนี (ก.พ.), ดัชนีจีดีพี ไตรมาส 4 ของสหรัฐ, คำสั่งซื้อสินค้าคงทน (ม.ค.) ของสหรัฐ, จำนวนคนที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.3/-7.1 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -4.3/-3.7 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ