บิ๊กโมเมนต์ของ “อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส” (Amazon Web Services : AWS) ประเทศไทยในปีนี้ คือการกดปุ่มให้บริการ “AWS Region” หรือศูนย์ข้อมูลเต็มรูปแบบ ที่ประกาศการลงทุนไปกว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (1.7 แสนล้านบาท) ระยะเวลา 15 ปี เมื่อ 8 ม.ค. 2025 ที่ผ่านมา
นอกจากช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลของไทยแล้ว ยังเป็นแกนสำคัญในการดำเนินธุรกิจของ AWS ประเทศไทยต่อจากนี้ด้วย
“วัตสัน ถิรภัทรพงศ์” ผู้จัดการประจำ AWS ประเทศไทย กล่าวว่า การให้บริการ AWS Region ในประเทศไทยได้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญให้ภาคธุรกิจ ในแง่การเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงบริการคลาวด์ ลดความหน่วงเวลา (Latency) ในการประมวลผลข้อมูล ทำให้องค์กรต่าง ๆ พัฒนา และให้บริการแอปพลิเคชั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์การแข่งขันในยุคดิจิทัล
“หลังให้บริการ AWS Region ในไทย ประมาณ 1 เดือน ก็มีกลุ่มลูกค้าที่ทำการทดสอบเรื่องค่าความหน่วงระหว่าง Region ในไทย และสิงคโปร์ พบว่าความหน่วงในการส่งข้อมูลจาก Region ในสิงคโปร์มาไทยอยู่ที่ 67 มิลลิวินาที ขณะที่ Region ในไทย ใช้เวลา 21 มิลลิวินาที ส่วนค่าบริการในไทยมีแนวโน้มถูกกว่าสิงคโปร์ 10-15%”
ความต้องการใช้คลาวด์ที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ตลาดเติบโตต่อเนื่อง อ้างอิงจากข้อมูลของ Frost and Sullivan พบว่าตลาดคลาวด์ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละ 20% และในปี 2029 อาจมีมูลค่าสูงถึง 4.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ (1.53 แสนล้านบาท) ขณะที่ข้อมูล IDC ระบุว่าตลาดคลาวด์ปี 2025 น่าจะสูงถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (6.7 หมื่นล้านบาท) คิดเป็น 12% ของการใช้จ่ายด้านไอทีในประเทศ
“วัตสัน” กล่าวต่อว่า กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจของ AWS ประเทศไทยปีนี้ ประกอบด้วย 5 แกนสำคัญ นอกจาก 1.ผลักดันการใช้ AWS Region ในไทย ยังมี 2.การเร่งสร้างคุณค่าทางธุรกิจด้วย AI และข้อมูล 3.การขยายเครือข่ายพันธมิตร 4.การขยายฐานลูกค้าครอบคลุมอุตสาหกรรมใหม่ ๆ และ 5.เสริมสร้างชุมชนนักพัฒนาและผู้สร้างนวัตกรรมบน AWS
“การขยายฐานลูกค้าในปีนี้ จะต่อยอดจากฐานลูกค้าเดิมในภาคการเงิน การธนาคาร ค้าปลีก และอุตสาหกรรมการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น โทรคมนาคม และสาธารณสุข ที่มี Use Case พร้อมต่อยอดด้วยโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์”
เมื่อถามถึงแนวโน้มการย้ายเวิร์กโหลดกลับมาที่ Region ในไทยของลูกค้าส่วนใหญ่ที่ยังใช้เวิร์กโหลดบน Region ในสิงคโปร์ “วัตสัน” บอกว่า มีลูกค้าสนใจย้ายกลับมาเรื่อย ๆ ซึ่ง AWS ไม่คิดค่าใช้จ่ายเรื่องการขนย้ายข้อมูล (Data Transfer) แต่การจัดการอื่น ๆ ลูกค้าต้องรับผิดชอบเอง
“การย้ายเวิร์กโหลดของลูกค้าคอร์ปอเรต เหมือนการย้ายที่อยู่ใหม่ต้องจัดของ แพ็กของครั้งใหญ่ ใช้เวลาเตรียมตัวค่อนข้างนาน ต่างจากกลุ่มสตาร์ตอัพ หรือเอสเอ็มอี ที่มีความคล่องตัวในการเลือกใช้เวิร์กโหลดบน Region ต่าง ๆ มากกว่า”
“วัตสัน” กล่าวถึงการประยุกต์ใช้ Generative AI (Gen AI) ในองค์กรด้วยว่ามีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง คาดว่าในปี 2025 ตลาด Gen AI ในไทย จะมีมูลค่า 312 ล้านเหรียญสหรัฐ (1.04 หมื่นล้านบาท) เติบโตเฉลี่ย 41.5% ต่อปี จนมีมูลค่าถึง 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ (6.01 หมื่นล้านบาท) ในปี 2573
“องค์กรต่าง ๆ จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นจากการนำ AI ไปใช้ โดยเฉพาะด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ ๆ รวมไปถึงการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ ต่างจาก 1-2 ปีก่อนที่ยังเป็นช่วงทดลองเครื่องมือต่าง ๆ หรือทำ POCs (Proof of Concepts)”
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ และความคาดหวังในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น บริการลูกค้า (Customer Operations) ที่ต้องการลดต้นทุนบริการ 20% ผ่านแชตบอต และการวิเคราะห์ฟีดแบ็กแบบเรียลไทม์ รวมถึงการบริหารจัดการซัพพลายเชน (Supply Chain Management) ที่ตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายในการดูแลคลังสินค้า 10% ผ่านการคำนวณเส้นทางและโลจิสติกส์ เป็นต้น
“หลายองค์กรพยายามหาทางเพิ่มประสิทธิภาพให้พนักงานโดยใช้ AI บางองค์กรเริ่มมีสูตร 1-2-3 คือพนักงาน 1 คน ต้องทำงานเพิ่มขึ้นได้ 3 เท่า แต่จ่ายเงินเดือนเพิ่ม 2 เท่า”
ในงาน “Amazon re:Invent 2024” ปลายปีที่ผ่านมา ได้เปิดตัวไฮไลต์สำคัญอย่าง “Amazon Nova” ซึ่งเป็นโมเดลพื้นฐานที่ให้บริการผ่าน Amazon Bedrock ช่วยให้องค์กรพัฒนาและใช้ Gen AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับความต้องการขององค์กร เช่น การทำงานแบบ Multi Model ที่ใช้โมเดล AI หลายตัว และสั่งการผ่าน AI Agent เป็นต้น
Amazon Nova รองรับการใช้งานมากกว่า 200 ภาษา ประกอบด้วยโมเดลย่อยหลากหลาย ที่มีความสามารถในการประมวลผลแตกต่างกัน เช่น Amazon Nova Micro โมเดลเฉพาะข้อความ, Amazon Nova Lite โมเดลที่ประมวลผล ได้ทั้งภาพ วิดีโอ และข้อความ และ Amazon Nova Pro ที่ผสานประสิทธิภาพทั้งความแม่นยำและความเร็ว
“Amazon Nova จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจของ AWS ประเทศไทยในปีนี้ด้วย ความแตกต่างระหว่างโมเดลเล็ก และใหญ่ คือเรื่องระยะเวลาในการประมวลผล โมเดลเล็กจะหยิบยืมความสามารถของโมเดลใหญ่มาใช้วิเคราะห์ข้อมูล ทำให้ประมวลผล และสร้างคอนเทนต์ได้รวดเร็วกว่า”
แม่ทัพ AWS ประเทศไทย ทิ้งท้ายว่าการเลือกบริการหรือโซลูชั่นของ AWS เข้ามาทำตลาดในไทยจะพิจารณาจากความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ที่ผ่านมาลูกค้าในไทยจะใช้บริการราว ๆ 100 โซลูชั่น จากที่มีกว่า 200 โซลูชั่น
นอกจากการลงทุน AWS Region ในประเทศไทยจะมีเป้าหมาย เพื่อรองรับการขยายตัวของความต้องการใช้งานคลาวด์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจ องค์กร และนักพัฒนาไทย ผ่านการสนับสนุนบริการ เครื่องมือ Gen AI และโครงการพัฒนาทักษะที่หลากหลาย เช่น AWS User Group ในประเทศไทยที่มีสมาชิกกว่า 17,000 คน
ตัวอย่างองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของ AWS เช่น บอทน้อย (BOTNOI) แพลตฟอร์ม AI วอยซ์บอตที่เติบโตในระดับภูมิภาคที่รองรับการใช้งานกว่า 20 ภาษา เช่น ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ด้วยความแม่นยำ 95% หรือในฝั่งแอสเซนด์ มันนี่ (Ascend Money) ยูนิคอร์น FinTech ของไทย และผู้ให้บริการทรูมันนี่ (TrueMoney) ก็ใช้ Amazon Q Developer สร้างโค้ดอัตโนมัติ ช่วยให้เปิดตัวบริการใหม่ได้เร็วขึ้น 30% อนุมัติสินเชื่อรายย่อยได้ภายในเวลาอันสั้น
รวมถึง CPALL ที่นำ Generative AI มาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงระบบซัพพลายเชนผ่านบริการ Amazon SageMaker ที่จะวิเคราะห์ และเก็บสถิติข้อมูลสินค้าในแต่ละสาขาได้ จึงช่วยให้ลูกค้าค้นหาสินค้าที่ต้องการได้สะดวกขึ้น ลดปัญหาสินค้าขาดสต๊อกได้ 40%
ตัวอย่างข้างต้นสะท้อนให้เห็นถึงการนำโซลูชั่นด้านคลาวด์ และ Gen AI มาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้