“ในปี 2568 ทุกคนคงจะทราบดีว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้จะโตดีมาก สมาคมประกันชีวิตไทยจึงตั้งเป้าเบี้ยรับรวมของธุรกิจประกันชีวิตทั้งระบบจะเติบโต 2-3% เมื่อเทียบจากปี 2567 แต่บริษัทไทยสมุทรประกันชีวิต เราตั้งเป้าเบี้ยรับรายใหม่จะเติบโต 10% ซึ่งโตกว่าอุตสาหกรรมมาก แต่แน่นอนการโตของเราจะยึดถือการโตที่ยั่งยืน ถ้าเราจะขายสินค้าอะไร เราต้องรู้ว่าความเสี่ยงคืออะไร และบริหารความเสี่ยงให้ได้”
คำกล่าวในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนของ “นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ระหว่างทริปเดินทางไปเมืองเฉิงตู ประเทศจีน เมื่อวันที่ 21-24 ก.พ. 2568 ที่ผ่านมา
“นุสรา” กล่าวว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ไทยสมุทรสามารถสร้างสถิติมีกำไรสุทธิสูงสุด (New High) ที่ 2,110 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนหลักมาจากเงินลงทุนที่สร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้ที่ 5% เป็นอันดับ 1 ของธุรกิจประกันชีวิต ที่สำคัญ บริษัทยังสร้างสถิติของพอร์ตสินทรัพย์รวมเติบโตเกินแสนล้านบาทได้
โดย ณ สิ้นปี 2567 มีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 106,769 ล้านบาท มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR Ratio) อยู่ที่ 395.17% สูงกว่าขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดที่ 140% และมีเงินสำรองประกันชีวิตถึง 79,249 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการบริหารความเสี่ยงและรักษาความมั่นคงทางการเงินได้อย่างดี
ขณะที่ในแง่รายได้จากเบี้ยประกันชีวิตยอมรับว่าลดลง โดยปีที่แล้วไทยสมุทรมีเบี้ยรับรวมเหลือ 14,123 ล้านบาท มาจากเบี้ยรับรายใหม่ 1,977 ล้านบาท และเบี้ยปีต่ออายุ 12,146 ล้านบาท อย่างไรก็ดี บริษัทยังมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ที่ 85% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 83%
“วันนี้ค่า CAR ของไทยสมุทรถือว่าสูงเกินไป ทำให้กดดันอัตราผลตอบแทนส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ซึ่งเรากำลังพิจารณาปรับลดเพื่อให้อยู่ในระดับเหมาะสม และวิธีทำให้ ROE สูงขึ้น ง่ายสุดคือการจ่ายปันผล แต่ความยากของธุรกิจประกันชีวิตในการจ่ายปันผล คือต้องขออนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ก่อน”
โดยในปีนี้ คปภ.จะยกร่างประกาศใหม่ ซึ่งจะเข้มงวดเกี่ยวกับการจ่ายเงินปันผลมากขึ้น โดยจะมีผลบังคับใช้กับรอบการจ่ายปันผล ปี 2568 ที่จะจ่ายในปี 2569 เพราะหลังจากบังคับใช้มาตรฐานบัญชีสัญญาประกันภัยฉบับใหม่ (TFRS17) ค่าใช้จ่ายที่ถูกบันทึกกระจายออกไปตามสัญญา อาจจะโชว์กำไรในงบการเงินมากขึ้น ดังนั้น คปภ.จะเพิ่มหลักเกณฑ์ เพื่อไม่ให้แต่ละบริษัทจ่ายปันผลมากเกินไป
สำหรับปี 2568 “นุสรา” ซึ่งสวมหมวกนายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า สมาคมได้ตั้งเป้าว่าธุรกิจประกันชีวิตจะมีเบี้ยรับรวมเติบโต 2-3% เมื่อเทียบจากปี 2567 ที่มีเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 653,923 ล้านบาท สาเหตุที่โตไม่มาก เพราะว่ามีเบี้ยประกันที่ชำระครบแล้วแต่ความคุ้มครองยังคงอยู่ (Paid-up Policy) ซึ่งกดดันเบี้ยปีต่ออายุไม่มีเข้ามา ทำให้แต่ละบริษัทประกันชีวิตต้องหาเบี้ยใหม่เข้ามา
“การหาเบี้ยใหม่มีความท้าทาย เพราะธุรกิจประกันชีวิตเกี่ยวเนื่องกับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งทุกคนรู้ว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยไม่ได้จะโตดีมาก ประเมินจากการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายสำนัก แต่แน่นอนว่า ไทยสมุทรอยากโตมากกว่าอุตสาหกรรม เราจึงตั้งเป้าปีนี้เบี้ยใหม่เติบโต 10% แต่การโตของไทยสมุทรจะต้องยั่งยืน เราไม่ต้องการเติบโตเบี้ยประกันแบบก้าวกระโดด และถัดไปอีก 2-3 ปี เกิดปัญหาทางการเงิน เพราะฉะนั้น ผู้บริหารทุกส่วนจะระมัดระวังคุณภาพการเติบโตมาก เราจะเลือกเบี้ยประกันที่คิดว่าเป็นเบี้ยที่พอจะเหลือกำไร ยอมรับว่าค่อนข้างอนุรักษนิยม”
“นุสรา” กล่าวว่า หลังจากไทยสมุทรปรับพอร์ตสินค้า หันมาเน้นขายสินค้าสุขภาพ ก็เจอความท้าทาย เกี่ยวกับเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล (Medical Inflation) ที่สูงขึ้นมาก โดยปี 2567 ขึ้นไปสูงถึง 15.2% และปี 2568 คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 14.2% หากย้อนกลับไปช่วง 2 ปี เพิ่มขึ้นกว่า 9% ซึ่งสำนักงาน คปภ.ไม่ได้ให้บวกปัจจัยนี้เข้าไปได้มากแบบนี้ และถ้าสัญญาขาดทุนจริง ๆ การไปขอเพิ่มเบี้ยก็ทำได้ไม่ง่าย
“ให้โจทย์ฝ่ายโปรดักต์ไปว่าจะขายสินค้าอะไร เราต้องทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) เช่น กรณีดอกเบี้ยขึ้นลง 1% พอร์ตประกันออมทรัพย์จะเปลี่ยนไปอย่างไร แม้ฝ่ายลงทุนจะแมตชิ่งผลตอบแทนไปแล้ว แต่สิ่งสำคัญคือเรื่องการปรับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิให้สะท้อนราคาตลาด (Mark to Market) ที่เกิดจากดอกเบี้ยสะวิง ซึ่งอาจจะทำให้บริษัทเจ๊งก่อนถึงวันได้กำไรก็ได้ ดังนั้น สินทรัพย์ของบริษัทกับเงินกองทุนต้องรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนอัตราดอกเบี้ยได้”
ทั้งนี้ หัวใจของธุรกิจประกันชีวิต ต้องบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน (ALM) ให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะเจอสัญญาขาดทุน รวมถึงต้องกระจายความเสี่ยงไม่ให้สินค้ากระจุกตัว
ส่วนแผนกลยุทธ์ปีนี้ “ซีอีโอไทยสมุทร” กล่าวว่า บริษัทได้ศึกษาบริบทและความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่และพบว่า Gen Y เป็นกลุ่มประชากรที่มีจำนวนมากที่อยู่ในวัยทำงาน และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนั้น ปีนี้ไทยสมุทรจะปรับแบรนด์ให้โดนใจคน Gen Y มากยิ่งขึ้น
โดยมีแผนจะเปิดตัวแคมเปญใหม่ในช่วงเดือน มี.ค.นี้ และจะปรับแบบประกันให้คุ้มค่าในราคาที่ย่อมเยา รวมทั้งการเข้าถึงบริการผ่านดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว
“วันนี้เรามีทีมไอทีขนาดใหญ่เพื่อให้ปรับเปลี่ยนระบบไอทีต่าง ๆ ได้เร็วให้ทันกับผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงวิธีการใช้บริการต่าง ๆ ซึ่งนับจากนี้ Gen Y จะเป็นขวัญใจของไทยสมุทร และจะเป็นลูกค้าเป้าหมายหลักของเรา โดยปีนี้จะเป็นปีที่เราพยายามจะหา Insight มาตอบโจทย์คน Gen Y จากเมื่อก่อน จะมองว่าไทยสมุทร คือ ‘สมบัติ เมทะนี’ ต่อมาเราก็พยายามทำตัวให้เด็กลงเป็น ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’ ตอนนี้ เราก็คิดว่า ยังอยากจะทำตัวให้เด็กลงไปอีก”
ขณะเดียวกันไทยสมุทรมีแผนจะรับสมัครคนเจนวายเข้ามาเป็นที่ปรึกษาประกันชีวิตมากขึ้น โดยปีนี้ได้เริ่ม Kick off สร้างตัวแทนรุ่น New Generation เพิ่มขึ้น
“วันนี้ต้องยอมรับว่าตัวแทนที่ปรึกษาประกันชีวิตเก่ง ๆ ของบริษัทมีอายุมากขึ้นพอสมควร ตอนนี้ตัวแทนของบริษัทหมุนเวียนอยู่ทั้งหมดประมาณ 12,000 คน ซึ่งปัจจุบันช่องทางตัวแทน/ที่ปรึกษาประกันชีวิต สร้างเบี้ยคิดเป็นสัดส่วน 70-80% ของเบี้ยรับรวม โดยมาจากเบี้ยตัวแทนใหม่ราว 25-30%” ซีอีโอไทยสมุทรกล่าว