ไทย-สหรัฐ เตรียมออกแถลงการณ์ร่วมบรรลุภาษี 19% ก่อนเข้าโหมดถกรายเซกเตอร์
GH News August 08, 2025 09:43 AM

ไทย-สหรัฐ เตรียมออกแถลงการณ์ร่วมบรรลุภาษี 19% ก่อนเข้าโหมดถกรายเซกเตอร์ ‘ฉันทวิชญ์’ ย้ำ 4 มาตรการลดภาระผู้ค้า

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่กระทรวงพาณิชย์ นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังประธานมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกในโครงการ “ส่งเสริมกาแฟไทยอย่างยั่งยืนด้วย FTA” ถึงการเจรจาการค้ากับสหรัฐและมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันว่า การที่สหรัฐเห็นชอบอัตราภาษีนำเข้า 19% ถือเป็นข่าวดีและเป็นสเต็ปแรกที่ช่วยให้ไทยยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันทางการค้าไว้ได้ อย่างไรก็ตาม การเจรจายังไม่สิ้นสุด โดยไทยยังต้องผลักดันในหลายประเด็นสำคัญ เช่น กฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และการคำนวณสัดส่วนของมูลค่าวัตถุดิบที่ผลิตภายในภูมิภาคที่ใช้ในการผลิตสินค้า หรือมาตรการ Regional Value Content (RVC) เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์สูงสุดและสามารถปรับตัวได้โดยไม่เกิดผลกระทบที่รุนแรง

“กระทรวงพาณิชย์กำลังดำเนินการอย่างเข้มข้น ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับมาตรการของสหรัฐ และการสนับสนุนผู้ประกอบการในการปรับตัว นอกจากนี้ เรายังเดินหน้าหาตลาดใหม่เพื่อสร้างโอกาสการส่งออกเพิ่มขึ้น โดยไม่ละทิ้งตลาดหลักอย่างสหรัฐ” นายฉันทวิชญ์กล่าว

นายฉันทวิชญ์กล่าวว่า ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์จะมีการหารืออย่างใกล้ชิดกับผู้ประกอบการทั้งภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรต่อเนื่อง เพื่อรับฟังความคิดเห็นและหามาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสม เช่น การเตรียมความพร้อมต่อกฎ RVC ใหม่ และการใช้โครงการต่างๆ เพื่อบุกตลาดใหม่ ยกตัวอย่าง กาแฟไทยเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนถึงศักยภาพของผู้ประกอบการที่สามารถต่อยอดสู่ตลาดโลกได้ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ขณะที่คนไทยบริโภคปีละ 9 หมื่นตัน และขยายตัวปีละ 9% แต่ไทยผลิตได้ 2 หมื่นตัน ต้องนำเข้า 7 หมื่นตัน ดังนั้น การเปิดตลาดก็ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง

“หลังจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการแล้ว จากนี้รอสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) จะประกาศความตกลงอย่างเป็นทางการ คาดว่าจะเร็วๆ นี้ จากนั้นต้องนำเข้าการพิจารณาของรัฐสภาก่อนมีการลงนามข้อตกลงระหว่างไทยกับสหรัฐ อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไทยจะต้องดำเนินกระบวนการทางกฎหมายภายในประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการค้าระหว่างประเทศ และเจรจาทางเทคนิคลงลึกในรายละเอียด หากมีการปรับเปลี่ยนอะไรที่ต้องแก้กฎระเบียบและกฎหมายไทย เช่น ต้องผ่านความเห็นชอบ ครม.และสภาก่อนด้วย” นายฉันทวิชญ์กล่าว

นายฉันทวิชญ์กล่าวถึงมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ออก 4 มาตรการหลัก ได้แก่ 1.ควบคุมราคาสินค้าจำเป็น “ห้ามขาด ห้ามแพง” ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาและติดตามรายงานสถานการณ์รายวัน 2.ช่วยผู้ประกอบการระบายสินค้าคงคลัง โดยประสานกับห้างร้านและจุดกระจายสินค้า 3.แก้ปัญหาด้านโลจิสติกส์ โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกการขนส่ง และ 4.สนับสนุนการหาตลาดใหม่ ทั้งในและต่างประเทศเพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า

“สิ่งสำคัญคือการปรับตัวและการทำงานเชิงรุกของทีมไทยแลนด์ เพื่อให้การเจรจานี้สร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดต่อผู้ประกอบการไทยและทุกภาคส่วนในระยะยาว” นายฉันทวิชญ์กล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์กล่าวเสริมว่า ขณะนี้รอว่า USTR หรือโดนัลด์ ทรัมป์ จะกำหนดประกาศแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยกับสหรัฐ เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ของ 2 ประเทศที่จะเพิ่มการค้าและลดอุปสรรคระหว่างกัน จากนั้นถึงลงไปสู่เทคนิคการเจรจา นอกเหนือจากเรื่องอัตรางภาษีนำเข้า เช่น สินค้าอ่อนไหว ไทยรับได้หรือไม่ได้อะไรบ้าง สัดส่วน Rules of Origin และ RVC ต่างๆ ทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม รวมถึงภาคบริการ ยืนยันว่าไม่มีการหารือในด้านความมั่นคง

แหล่งข่าวเผยว่า สำหรับสินค้าอ่อนไหวที่หลายฝ่ายกังวล เช่น เนื้อวัว เนื้อสุกร ปัจจุบันไทยไม่ได้ห้ามนำเข้าจากทุกประเทศ แต่ระเบียบไทยห้ามการใช้สารเร่งเนื้อแดง (เบต้าอะโกนิสต์) ภายใต้การดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือสัดส่วนกฎถิ่นกำเนิดสินค้าจะกำหนดว่ามีเปอร์เซ็นต์เท่าไหร่ หรือเงื่อนไขภาคการลงทุน เป็นต้น

“สเต็ปหลังจากออกถ้อยแถลงการณ์แล้วจะต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน ซึ่งสหรัฐเองก็จะหารือกับทุกประเทศกว่า 20 ประเทศ รวมถึงไทยด้วย น่าจะใช้เวลาตั้งแต่ 3 เดือนเป็นต้นไป ภาพรวมตอนนี้การส่งออกสหรัฐยังมีต่อเนื่อง การที่ไทยเจอภาษี 19% แทนที่จะเจอภาษี 36% หรือลดได้ 17% ทำให้เราประหยัดได้ถึงกว่า 3 แสนล้านบาท” แหล่งข่าวระบุ

ทั้งนี้ อัตราภาษี 19 % จะมีผลบังคับใช้กับสินค้าที่นำเข้าหรือนำออกจากคลังสินค้าเพื่อบริโภค 7 วัน (ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม เวลา 00.01 น.) ดังนี้ Final transportation เริ่มก่อนวันที่ 7 สิงหาคม และสามารถออกจากคลัง/ขายในสหรัฐก่อนวันที่ 5 ตุลาคม โดนเก็บภาษี 10% แต่หาก Final transportation เริ่มก่อนวันที่ 7 สิงหาคม และออกจากคลัง/ขายในสหรัฐ วันที่ 5 ตุลาคม เป็นต้นไป โดนเก็บภาษี 19% และ Start transportation หลังวันที่ 7 สิงหาคมเป็นต้นไป โดนเก็บภาษี 19%

ขณะที่ น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้าจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า พร้อมของบตั้งกองทุนเริ่มต้น 1,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างการตรวจสอบด้านกฎระเบียบตามกฎหมายและรอเข้า ครม.พิจารณาเห็นชอบในเร็วๆ นี้ โดยจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรี ที่ไม่เฉพาะผลกระทบจากภาษีสหรัฐเท่านั้น ซึ่งมีรัฐได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือแล้ว

© Copyright @2025 LIDEA. All Rights Reserved.