รู้จัก CU Living ARCH 5.0 แซนด์บอกซ์ Digital Twin อาคารอัจฉริยะในไทย
GH News December 11, 2025 09:40 AM

เทคโนโลยี “Digital Twin” หรือโมเดลจำลองเสมือนจากวัตถุทางกายภาพ ที่เชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์จากเซ็นเซอร์ และสามารถจำลองสิ่งของในโลกจริงได้หลายอย่าง ได้มีการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย เช่น การควบคุมการผลิตในโรงงาน การบริหารจัดการอาคาร และการออกแบบเมือง เป็นต้น

ล่าสุด “ซิสโก้” (Cisco) ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ MFEC เปิดตัว “CU Living ARCH 5.0” โครงการสถาปัตยกรรม Digital Twin ที่ขับเคลื่อนด้วย AI แห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้โครงการ Cisco Country Digital Acceleration (CDA) เพื่อเป็นแซนด์บอกซ์ทดสอบ และขยายผลการใช้งานจริงในอนาคต

รายละเอียดโครงการ

“ผศ.ดร.เทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร” อาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า โครงการนี้ต่อยอดมาจาก “Building Information Modelling” (BIM) ที่จุฬาฯ เก็บข้อมูลอาคารต่าง ๆ มาตั้งแต่ปี 2013 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1.3 ล้านตารางเมตร ซึ่งในการทำ Digital Twin ได้นำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ต่อ เริ่มนำร่องในอาคารเรียน 3 ชั้น คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ พื้นที่ 2,000 ตารางเมตร

โดยใช้โครงสร้างพื้นฐาน อุปกรณ์ และโซลูชั่น IOT ของซิสโก้ เช่น Cisco Catalyst Switches, Meraki Sensors และ Cisco Spaces แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลตามตำแหน่ง เพื่อเปลี่ยน “ตึก” ที่เป็นวัตถุกายภาพให้อยู่ในรูปของดิจิทัล

ส่วน MFEC ได้นำโซลูชั่น IOT และระบบจัดการอาคารอัจฉริยะ “MIIOT” (MFEC Intelligent IOT) เข้ามาช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้น ซึ่งใน 4-6 เดือนที่ผ่านมาได้มีการเชื่อมต่อเซ็นเซอร์ และมิเตอร์อัจฉริยะทั่วคณะ พร้อมสร้างแดชบอร์ดติดตามผลสำหรับทีมวิศวกรที่ต้องการข้อมูลเชิงเทคนิค และผู้บริหารคณะที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำไปตัดสินใจต่อ

“เราเริ่มทดลองทำเรื่อง Digital Twin มาตั้งแต่ปี 2018 เป็นโครงการห้องแถวเล็ก ๆ แต่เจอปัญหาระบบโดนโจมตี จึงได้พูดคุยกับ MFEC และคิดว่าถ้าจะทำโครงการในสเกลที่ใหญ่ขึ้น ต้องมีระบบที่ปลอดภัย จนได้มาทำงานร่วมกับซิสโก้ในที่สุด”

CU Living ARCH 5.0

เจาะการทำงาน 4 เฟส

“ผศ.ดร.เทิดศักดิ์” พูดถึงการดำเนินโครงการดังกล่าวว่าแบ่งได้เป็น 4 เฟส ได้แก่ เฟสที่ 1 สร้าง Digital Shadow หรือ “ปลุกชีวิต” ให้ตึกสามารถสื่อสาร และรับ-ส่งข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ มีการเก็บข้อมูลหลายอย่าง เพื่อนำมาประมวลผลร่วมกัน เช่น อุณหภูมิ, คุณภาพอากาศภายในอาคาร, ปริมาณการปล่อยคาร์บอน และจำนวนคนที่เดินเข้าออก เป็นต้น

ปัจจุบันอยู่ในช่วงทดสอบการรับข้อมูลจากเซ็นเซอร์และมิเตอร์อัจฉริยะที่ติดอยู่ตามจุดต่าง ๆ ของอาคาร และคาดว่าภายในปีนี้น่าจะเริ่มเห็นรูปแบบของชุดข้อมูลที่สามารถนำไปต่อยอดในเฟสถัดไป

เฟสที่ 2 จะมีการนำข้อมูลที่เก็บได้เข้าสู่ระบบ AI เพื่อทำการประมวลผล และเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่พบในอาคาร ส่วน เฟสที่ 3 ผู้เชี่ยวชาญจะเข้ามาตรวจสอบคำแนะนำจาก AI พร้อมหาโซลูชั่นในการแก้ปัญหา เช่น ลดการใช้ไฟไม่ให้เกิน 150 กิโลวัตต์ต่อตารางเมตรต่อปี เป็นต้น

สำหรับ เฟสที่ 4 จะเป็นการทดลองและประเมินผล โดยนำโซลูชั่นที่เลือกแล้วมาติดตั้งเพื่อทดลองใช้จริง และประเมินผลว่าสามารถแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ คาดว่าภายในเดือน พ.ค. 2569 จะทำ 3 เฟสแรกได้ครบ และเริ่มติดตั้งโซลูชั่นจริงได้

“เหตุผลที่ทำให้การทำ Digital Twin ในกลุ่มอาคารยังไม่เกิดอย่างจริงจัง มาจากการขาด Use Case การนำไปใช้จริง และหลายองค์กรก็กลัวว่าลงทุนไปแล้วจะไม่คุ้ม โครงการนี้จึงเป็นกรณีศึกษาที่ช่วยไกด์ไลน์ในการเลือกโซลูชั่นให้เหมาะสมกับปัญหาและเงินลงทุนที่มี”

การขยายผลโครงการ

สำหรับการขยายผลโครงการ “ผศ.ดร.เทิดศักดิ์” บอกว่า จุฬาฯ มีแผนขยายโครงการไปยังพื้นที่เพิ่มเติมอีก 28,000 ตารางเมตร ภายในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ พร้อมแบ่งปันความรู้ และแนวทางปฏิบัติให้กับคณะและมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในประเทศไทย รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรมด้วย

“หลายโครงการเกี่ยวกับ Digital Twin ในอาคารที่มีคนทำไปก่อนหน้านี้ในต่างประเทศ ทำถึงแค่ไกด์ไลน์ว่าประยุกต์ต่อได้อย่างไรบ้าง แต่ยังไม่มีใครทำไปถึงส่วนที่เป็นรูปธรรมแล้ว เราหวังว่าโครงการนี้จะประสบความสำเร็จ ทำให้เกิดการต่อยอดในภาคส่วนอื่น ๆ ได้”

ประโยชน์จาก Digital Twin

“วีระ อารีรัตนศักดิ์” กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประเทศไทย และเมียนมา กล่าวว่า การทำ Digital Twin ที่เห็นข้อมูลแบบเรียลไทม์ ช่วยให้การจัดการอาคารมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การจัดการตารางสอน การใช้ห้องที่เหมาะสม การบริหารค่าไฟ ลดปัญหาเปิดเครื่องปรับอากาศทิ้งไว้ และการซ่อมแซมอาคารอย่างทันท่วงที รวมไปถึงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคาร เช่น ปัญหาการหลับในห้องเรียน อาจเกิดจากปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไป ถ้ามีข้อมูลออกมา คณะก็จะจัดการปัญหาได้ ทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของนิสิต-นักศึกษาดีขึ้น

“นอกจากการทำ Digital Twin จะช่วยให้ต้นทุนแฝงลดลงได้แล้ว ยังเป็นรากฐานในการต่อยอดไปสู่แนวคิด Future Workplace อีกด้วย เช่น ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศตามจำนวนคนจริงในห้องโดยอัตโนมัติ ซึ่งซิสโก้พร้อมสนับสนุนทุกองค์กรนำเทคโนโลยีไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพตามวิสัยทัศน์ Inclusive Future for All”

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.