ประเทศไทย ตั้งเป้าเป็น ศูนย์กลางดิจิทัลของอาเซียน มาแล้วหลายปี แต่การจะเข้าใกล้ความฝันนั้นยังรางเลือน ด้วยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างหนึ่งที่อาจสร้างความไม่มั่นคงในอนาคตได้
ความเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัล ก็มีความหมายที่แตกต่างหลากหลาย คนในวงการไอีที หรือฝั่งธุรกิจดิจิทัล กล่าวว่าการเป็น “ฮับ” ด้านดิจิทัล อาจดูได้จากการลงทุน และการตั้งฐานของบริษัทเทคโนโลยีหรือที่ใช้เทคโนโลยี “จำเป็น” ตั้งใช้สถานที่นั้นๆ เป็นจุดแรก
เหมือนคำว่า “ฮับการบิน” ที่เป็นจุดจำเป็นที่เครื่องบินและสายการบินทั่วโลกต้องแวะพัก เปลี่ยนเครื่อง หรือตั้งสถานีบริการที่นั่น
แต่วันนี้เราเข้าใกล้สิ่งนั้นหรือยังในเชิงเทคโนโลยี คำถามนี้ก็ยังอยู่ในใจหลายคน
หากเทียบฮับการบินก็คือสนามบินที่มีความจุรองรับปริมาณเที่ยวบินมหาศาล ส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของ “ดิจิทัลฮับ” ที่เห็นได้ชัด คือ โครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอจะสร้างความ “จำเป็น” ให้บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกต้องเรียกใช้ นั้นเรามีเพียงแล้วหรือยัง
ในภาพรวมของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สาย เรียกได้ว่า ไทยอยู่ในอันดับท็อปของโลก สัญญาณ 4G -5G ครอบคุมกว่า 95% ทั่วพื้นที่ ขณะที่ไฟเบอร์ออปติก ก็มีความครอบคลุมพื้นที่ในระดับเดียวกัน แต่มีอัตราการเข้าถึงบริการเน็ตบ้านต่อประชากร (Penetration rate) อยู่ที่ 36.8% จากจำนวนครัวเรือนในไทยที่มีจำนวน 29.1 ล้านครัวเรือน
ขณะที่ดัชนี Speedtest Global Index ประจําปี 2568 ชี้ว่า ประเทศไทยครองอันดับที่ 13 ของโลกในด้านความเร็วบรอดแบนด์คงที่ ด้วยความเร็วในการดาวน์โหลดเฉลี่ย 237.05 Mbps
ล่าสุด ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจ “ดัชนีการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลของประเทศไทย” (Thailand Digital Transformation Index: TDTI) ครั้งแรก พบว่าประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการเข้าถึงเทคโนโลยีอยู่ในระดับสูงที่สุดในอาเซียน
คะแนนด้านการเข้าถึงเทคโนโลยี (Digital Access) สูงถึง 80.76 คะแนน ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของประเทศชั้นนำในสหภาพยุโรปที่ 80-90 คะแนน และสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 70 คะแนน รวมทั้งสูงกว่าประเทศอาเซียนขนาดใหญ่ทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย (74.8) เวียดนาม (66.9) และอินโดนีเซีย (60.3)
ความแข็งแกร่งภายในประเทศจากโครงข่ายออปติก และไร้สาย ไม่ใช่ปัญหาในการเข้าถึงและใช้งานเทคโนโลยี ในเชิงโครงสร้างพื้นฐานบริการเทคโนโลยีล้วนเชื่อมโยงกันทั่วโลกผ่าน “โครงข่ายระหว่างประเทศ” ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจาก “สายเคเบิลใต้ทะเล”
เวลาเราใช้งานเว็บไซต์ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ดูวิดีโอผ่านแอปต่างๆ ข้อมูลมหาศาลไหลผ่านสายเคเบิลเหล่านี้จากดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศต่างๆ สู่มือถือเรา
ปัจจุบัน ประเทศไทย มีเคเบิลใต้ทะเลรวมกัน 12 ระบบ โดยมี 4 ระบบอยู่ในภาคตะวันออกที่เหลือกระจุกตัวอยู่บริเวณภาคใต้
เทียบไม่ได้เลยกับ “สิงคโปร์” ที่เป็น “ชุมทาง” ของเคเบิลใต้ทะเลมากกว่า 30 ระบบ และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จำนวนของเคเบิลใต้นำและความจุของสายเคเบิล สอดคล้องกับจำนวน “ดาต้าเซ็นเตอร์” ระดับต่างๆ ของบริษัทเทคโนโลยีที่ตั้งอยู่ในประเทศนั้น ๆ และกลับตอกย้ำเรื่อง “ศูนย์กลาง” หรือ “ฮับ” ทางด้านดิจิทัลอีกครั้งว่าสัดส่วนที่ต่างกันของการเชื่อมต่อนี้ นำเราเข้าใกล้ความ “ฮับ” ได้แค่ไหน
พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT กล่าวว่า จากความต้องการใช้งานข้อมูลระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน ทำให้ความจุและปริมาณของสายเคเบิลใต้ทะเลที่เคยมีนั้นต้องมาพิจารณาใหม่ว่าจะพอหรือไม่ ซึ่งส่วนตัวมองว่าไม่พอ
ไม่กี่ปีมานี้ บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จากสหรัฐฯ ได้มีการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ และคลาวด์ ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นทำให้แนวโน้มความต้องการใช้สายเคเบิลเพิ่มตาม
“มีบิ๊กเทคหนึ่งหลายถึงกับลงทุนลากสายมาเอง และล่าสุดมีอย่างน้อยสองราย กำลังพิจารณาย้ายการลงทุนในคลาวด์-ดาต้าเซ็นเตอร์ จากไทย เนื่องจากต้องการศักยภาพสายเคเบิลเพิ่มขึ้น ทำให้เราเร่งผลักดันการสร้างสายเคเบิลเส้นใหม่ Asia Direct Cable (ADC) หลังก่อสร้างเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ใช้เงินราว 2.5 พันล้านบาท”
“ตลอดหลายปีมานี้มีการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์จากบริษัทเทคโนโลยีจากทั่วโลก ที่ต้องการความจุในการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างประเทศ ขณะที่บิ๊กเทคอีกหลายรายชะลอการตัดสินใจ เพราะปริมาณการถ่ายโอนข้อมูลในอนาคตอาจเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการมาถึงของยุควิดีโอไลฟ์ และเอไอ อาจทำให้ความจุและความเร็วที่ประเทศไทยมีไม่เพียงพอ
“ทันทีที่เราประกาศใช้สายเคเบิลเส้น ADC นี้มีลูกค้าเป็นบิ๊กเทคสหรัฐ เซ็นสัญญาใช้ทันทีเป็นรายแรก ซึ่งก็ฉิวเฉียดว่าหากช้ากว่านี้เขาอาจย้ายศูนย์ข้อมูลและการลงทุนออกไป เนื่องจากเราไม่มีคาพาซิตี้รองรับ และยังมีบิ๊กเทคอีกอย่างน้อยสองรายอยู่ในระหว่างการเจรจาใช้งาน”
อย่างไรก็ตาม สายเคเบิลใต้น้ำ แม้จะสร้างรายได้น้อย มาร์จิ้นต่ำ แต่ก็เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้บริษัทเทคโนโลยีตัดสินใจลงทุนในประเทศ
“พอมีการมีการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศมากขึ้น การมีสายเคเบิลที่เพิ่มขึ้นช่วยลดความเสี่ยงเมื่อสายอื่น ๆ ถูกทำลายหรือเสื่อมสภาพ หรือเกิดปัญหา”
แต่ด้วยการที่เคเบิลใต้ทะเลลงทุนสูง แต่มาร์จิ้นต่ำจึงอาจไม่ดึงดูดผู้เล่นในตลาดนี้ ทำให้เราไม่มีปริมาณสายเคเบิลที่มากพอ และการที่สายเคเบิลที่มีไม่เพียงพอ และจะนำไปสู่เรื่องความมั่นคงของข้อมูล และการสื่อสารการถ่ายโอน ข้อมูลระหว่างประเทศ
“NT มีสถานีสายเคเบิลที่สงขลา เมื่อน้ำท่วมที่ผ่านมา ได้ทำลายเครื่องจ่ายไฟ ทำให้การถ่ายโอนข้อมูลระหว่างประเทศล่ม หรือ Down กว่า 12 ชม. ซึ่งภาคใต้มีการกระจุกตัวของเคเบิลกว่า 80% สิ่งนี้สะท้อนความไม่มั่นคงของการสื่อสารระหว่างประเทศ ดังนั้นจึงควรกระจายสายเคเบิลออกมาที่ภาคตะวันออกช่วยลดความเสี่ยงเวลาเกิดเหตุไม่คาดฝัน สร้างความไม่มั่นใจในการทำธุรกิจ”
นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญคือการหาลูกค้ามาใช้งานให้เต็มความจุ เพราะสายเคเบิลก็มีอายุราว 10-20 ปี มีมาร์จิ้นต่ำ หากปล่อยให้ว่างก็จะเสียโอกาส ซึ่งเชื่อว่ามีความต้องการใช้งานอยู่แล้ว และจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามแนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งจะทำให้เราต้องการร่วมลงทุนสร้างสายเคเบิลเส้นใหม่เพิ่มขึ้นอีกด้วย
ฝ่ายเทคนิคโทรคมนาคม จาก NT ได้อธิบายกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โครงข่ายเคเบิลของไทยบนภาคพื้นดินนั้นแข็งแกร่งมาก ประกอบกับหากเชื่อมลงมาสู่ทะเลก็จะได้แบนวิดธ์ที่ดี และความหน่วงต่ำ เมื่อพิจารณาถึงภูมิศาสตร์และการใช้งานดิจิทัลที่ประเทศไทยเป็นทางไหลผ่านของข้อมูลจาก ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา ได้ดีกว่า
“เวลาคนลาวดูคลิปวิดีโอ หรือไลฟ์สด ข้อมูลจะวิ่งมาทางโครงข่ายบนบกของเราเพื่อเชื่อมดาต้าเซ็นเตอร์และสื่อสารกับทั่วโลกผ่านสายเคเบิลใต้ทะเล ดังนั้นหากจะพูดว่าเราเป็นฮับในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคมไหม ก็คงใช่ แต่เป็นฮับในอาเซียนตอนบน หรืออาเซียนบนแผ่นดิน มากกว่าทางทะเล เพราะชุมสายจำนวนมากทางทะเลเชื่อมที่สิงคโปร์”