ดัชนีผู้บริโภค EY Mobility Consumer Index (MCI) 2568 ระบุว่า ผลสำรวจในเดือนกันยายนและตุลาคมที่ผ่านมา ผู้ซื้อรถยนต์ทั่วโลกหันกลับมาสนใจรถสันดาป ขณะที่ความต้องการรถอีวีและไฮบริดลดลงต่อเนื่อง โดยครึ่งหนึ่งของผู้ซื้อรถยนต์ทั่วโลกวางแผนจะซื้อรถสันดาปเพิ่มขึ้น 13% ในอีก 24 เดือนข้างหน้า เมื่อเทียบกับข้อมูลปี 2567





แบบสอบถามประชากรประมาณ 21,000 คนใน 32 ตลาดรถยนต์ชั้นนำของโลก รวมถึงในอังกฤษและสหภาพยุโรป (อียู) ที่อาจเลื่อนกฎแบนขายรถสันดาปออกไปจากเป้าหมายปี 2573 ปรากฏว่าเมื่อเทียบข้อมูลปี 2568 กับปี 2567 ความต้องการซื้อรถอีวีทั่วโลกลดลงเหลือ 14% จาก 24% และความต้องการรถยนต์ไฮบริดลดลงเหลือ 16% จาก 21%
สาเหตุของความลังเลใจในการเปลี่ยนไปใช้รถอีวีที่เพิ่มมากขึ้นมาจาก 3 สาเหตุหลักคือ 29% กังวลเรื่องระยะทางขับขี่เป็นปัญหาสำคัญที่สุด
28% การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับชาร์จ
และ 28% ชี้ให้เห็นถึงค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สูง
ผู้ที่คาดว่าจะซื้อรถอีวี 51% ระบุว่า แผนการซื้อยังไม่เปลี่ยน แต่ 36% กำลังพิจารณาใหม่หรือชะลอการซื้อ เนื่องจากการพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงนโยบายต่าง ๆ รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับรถอีวีในสหรัฐที่หมดอายุไปเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา
เจ้าของอีวีกังวลเกี่ยวกับระยะทางการวิ่ง 32% ในขณะที่ผู้ซื้ออีวีคันแรกกังวลค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ 37% ผู้บริโภคส่วนใหญ่กังวลเกี่ยวกับการหาสถานีชาร์จ 39% เวลารอชาร์จนาน 37% และค่าใช้จ่ายในการชาร์จสูง 32%
อย่างไรก็ตาม บริษัทด้านการวิเคราะห์อย่างมูดีส์ (Moody’s) ระบุในรายงาน Non-Financial Corporates 2026 Outlook ว่ารถอีวียังคงเป็นเทคโนโลยีการขับเคลื่อนที่เติบโตเร็วที่สุด โดยมีส่วนแบ่ง 18% ของยอดขายรถยนต์ในยุโรปตะวันตก และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 20% ในปี 2026 ขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากรัฐบาลและรุ่นรถที่ปรับปรุงเพิ่ม