โลกเดินหน้าเข้าสู่ยุคควอนตัม ยุคที่เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือแต่กลายเป็นผู้ร่วมตัดสินใจ ผู้ปฏิบัติงาน และในบางกรณี เป็นผู้กำหนดโครงสร้างเศรษฐกิจแทนมนุษย์
รายงานล่าสุดจาก McKinsey & Company ระบุว่า ภายในปี 2026 งานประจำวันของมนุษย์มากถึง 60-70% มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกทำแทนหรือปรับโครงสร้างใหม่ด้วย AI และระบบอัตโนมัติ ตั้งแต่งานเอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงปฏิบัติการในระดับองค์กร
ขณะเดียวกัน World Economic Forum ประเมินว่า แม้เทคโนโลยีจะทำให้งานบางประเภทหายไป แต่ก็สร้างงานรูปแบบใหม่ ที่ต้องอาศัยทักษะด้านดิจิทัล การวิเคราะห์เชิงระบบ และความคิดสร้างสรรค์ในระดับที่สูงขึ้น
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่าน เทคโนโลยี 17 กลุ่มต่อไปนี้ คือเสาหลักที่จะกำหนดว่า โลกปี 2026 จะหน้าตาอย่างไร
รายงานจาก Gartner คาดว่า กว่า 75% ของแอปใหม่ทั่วโลกในปี 2026 จะถูกพัฒนาด้วยแพลตฟอร์ม Low-Code/No-Code เช่น Bubble, Glide และ Microsoft Power Apps ลดการพึ่งพานักพัฒนาซอฟต์แวร์โดยตรง แม้แต่ OpenAI เองก็เปิดให้ผู้ใช้สร้างเครื่องมือ AI ของตนผ่าน Custom GPTs โดยไม่ต้องเขียนโค้ด
Extended Reality (XR) กำลังผสานกับ AI จนสามารถปรับสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ รายงานจาก NVIDIA แสดงให้เห็นว่า AI Characters สามารถสนทนาและตอบสนองผู้ใช้ได้เสมือนมนุษย์ ขณะที่ Meta ทุ่มงบฯหลายหมื่นล้านดอลลาร์พัฒนา Avatar ที่มีพฤติกรรมแบบอิสระ
ภายในปี 2026 โลกจะมี อุปกรณ์ IOT มากกว่า 30,000 ล้านชิ้น (ข้อมูลจาก Statista) ตั้งแต่สัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะในสิงคโปร์ ไปจนถึงคลังสินค้าอัตโนมัติที่ใช้ AI บริหารสต๊อกแบบไร้มนุษย์
แรงกดดันจากกฎหมายอย่าง GDPR (ยุโรป) และ CCPA (สหรัฐ) ทำให้ AI ต้องประมวลผลบนอุปกรณ์มากขึ้น
ชิปใหม่จาก Apple และ Intel ถูกออกแบบให้รัน AI ได้โดยไม่ต้องส่งข้อมูลออกไป ลดความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว
เครื่องมืออย่าง ServiceNow และ UiPath ช่วยให้องค์กร ลดงานซ้ำซ้อนได้สูงสุดถึง 65% (รายงานจาก ServiceNow) ตั้งแต่การจ้างงาน การออกใบแจ้งหนี้ ไปจนถึงการจัดการซัพพลายเชน
Amazon, Walmart และมหาวิทยาลัยในสหรัฐ ใช้หุ่นยนต์ส่งของและจัดชั้นสินค้าแล้วจริง เพื่อลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน และเพิ่มความแม่นยำในการดำเนินงาน
Windows, macOS และ iOS กำลังเปลี่ยนเป็น AI-Native OS ผู้ใช้สามารถสั่งให้ระบบสรุปไฟล์ เขียนอีเมล์ หรือสร้างภาพได้โดยตรงจากระบบ ไม่ใช่แค่ในแอป
ตลาด Wearable Health Tech คาดว่าจะมีมูลค่าเกิน 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2028 นี่คืออุปกรณ์ใหม่สามารถตรวจจับระดับน้ำตาล ความดัน และสัญญาณเจ็บป่วยล่วงหน้าได้
IBM พัฒนา Quantum Computer ที่มีมากกว่า 1,000 Qubits แล้ว และกำลังทดสอบการใช้จริงในงานยา โลจิสติกส์ และการเงิน ซึ่งคอมพิวเตอร์ทั่วไปทำไม่ได้
แว่น AR รุ่นใหม่จาก Apple, Meta และ Samsung จะช่วยนำทาง แปลภาษา และแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์ คาดว่าตลาด AR จะเติบโตเฉลี่ย มากกว่า 30% ต่อปี
งานวิจัยของ Google DeepMind แสดงว่า AI สามารถตรวจจับโรคจากภาพจอประสาทตาได้กว่า 20 โรค และบางกรณีพบเร็วกว่ามนุษย์
สมาร์ทโฟนและแล็ปทอปรุ่นใหม่มี Neural Processing Unit (NPU) ทำให้ AI ทำงานได้แบบเรียลไทม์โดยไม่กินพลังงานมาก
หุ่นยนต์ผู้ช่วยเริ่มมีการเคลื่อนไหว แขน หน้าจอ และการจดจำผู้ใช้ ใช้ในงานดูแลผู้สูงอายุและระบบรักษาความปลอดภัย
หุ่นยนต์จาก Figure AI, Tesla และ Agility Robotics เริ่มทำงานในโรงงานจริง คาดว่าราคา จะต่ำกว่ารถยนต์ขนาดเล็กภายในปี 2026
AI ไม่ได้แค่ตอบคำถาม แต่สามารถรับมอบหมายงาน ตั้งแต่เริ่มจนจบ เช่น เขียนเว็บ วางแผน เดินเรื่อง และรายงานผล
รายงานจาก World Economic Forum ระบุว่า เนื้อหาดิจิทัลส่วนใหญ่ในอนาคตจะถูกสร้างหรือผ่านการปรับแต่งโดย AI ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ปี 2024 Neuralink บริษัทภายใต้การนำของอีลอน มัสก์ ฝังชิปในสมองมนุษย์สำเร็จแล้วเมื่อต้นปี 2025 ที่ผ่านมา ช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมคอมพิวเตอร์ด้วยความคิด ถือเป็นก้าวแรกของการเชื่อมสมองกับเครื่องจักรโดยตรง