หลังปฏิบัติการโจมตีกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 3 มกราคม ตามเวลาท้องถิ่น ของสหรัฐอเมริกา และหน่วยรบพิเศษของสหรัฐ ได้จับกุมตัว มาดูโรและภรรยา นำตัวออกจากประเทศเวเนซุเอลาแล้ว
สำนักข่าวรอยเตอร์ และสื่อต่างประเทศ ได้มีการเปิดเผยข้อมูล เกี่ยวกับอุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศเวเนซุเอลา ดังนี้
เวเนซุเอลา มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก คือราว 303,000 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็น 17 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณสำรองทั้งโลก โดยมีปริมาณน้ำมันดิบมากกว่าซาอุดีอาระเบีย และมากกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 5 เท่า
โดยลักษณะของน้ำมันส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบชนิดหนักพิเศษ ในกลุ่มน้ำโอริโนโก ทางตอนกลางของเวเนซุเอลา ซึ่งมีความหนืดสูง และมีกำมะถันปนเปื้อนมาก ทำให้ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและต้นทุนที่แพงกว่า ในการสกัดและกลั่น แต่ในทางเทคนิคแล้วถือว่าทำได้ค่อนข้างง่าย ไม่ซับซ้อน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเวเนซุเอลาจะมีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก แต่ยอดการผลิตน้ำมันดิบยังคงมีเพียงเศษเสี้ยวของความสามารถในการผลิตทั้งหมด ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารงานที่ผิดพลาด การขาดการลงทุน และการถูกคว่ำบาตร ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการที่ปรากฏ
เวเนซุเอลาเป็นสมาชิกก่อตั้งขององค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ โอเปค ร่วมกับอิหร่าน อิรัก คูเวต และซาอุดีอาระเบีย โดยในช่วงทศวรรษ 1970 เวเนซุเอลาเคยผลิตน้ำมันได้สูงถึง 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ณ เวลานั้นคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 7 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณการผลิตน้ำมันทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม กำลังการผลิตของเวเนซุเอลาได้ลดลงจนเหลือต่ำกว่า 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในช่วงทศวรรษ 2010 และเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมาจากหลายปัจจัย ทั้งการที่สมองไหล เนื่องจากวิศวกรและแรงงานฝีมือจำนวนมากอพยพออกนอกประเทศ , การบริหารงานที่ผิดพลาดภายในบริษัทน้ำมันแห่งชาติ และการถูกจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยี อะไหล่ และเงินทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา
อาร์เน ลอห์มันน์ ราสมุสเชน จาก โกลบอล ริสก์ เมเนจเมนต์ บอกว่า หากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนำไปสู่การเปลี่ยนระบอบการปกครอง สิ่งนี้อาจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาดมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป อย่างไรก็ตาม การที่กำลังการผลิตจะฟื้นตัวกลับมาได้อย่างเต็มที่นั้น ต้องใช้เวลา
ด้านชาอูล คาโวนิก นักวิเคราะห์ จาก เอ็มเอสที มาร์กี ระบุว่า หากการเปลี่ยนระบอบการปกครองประสบความสำเร็จ การส่งออกของเวเนซุเอลา อาจเติบโตขึ้น เนื่องจากอาจมีการยกเลิกการคว่ำบาตร และการลงทุนจากต่างประเทศจะเริ่มไหลกลับเข้ามา
นายฮอร์เก้ เลออน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ จากไรสแตด เอ็นเนอร์จี กล่าวว่า ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า การบังคับเปลี่ยนระบอบการปกครอง ไม่บ่อยนักที่จะทำให้การจัดส่งน้ำมันกลับมามีเสถียรภาพได้อย่างรวดเร็ว โดยมีกรณีของลิเบียและอิรักเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนและน่าขบคิด
เวเนซุเอลาได้โอนกิจการอุตสาหกรรมน้ำมันมาเป็นของรัฐ ในช่วงทศวรรษ 1970 และก่อตั้งบริษัท Petroleos de Venezuela S.A. หรือ PDVSA ขึ้น โดยในช่วงทศวรรษ 1990 เวเนซุเอลาได้เริ่มเปิดให้มีการลงทุนจากต่างชาติ แต่ภายหลังจากชนะการเลือกตั้ง ของนายฮูโก ชาเวซ เมื่อปี 1999 เวเนซุเอลาได้ออกกฎระเบียบบังคับให้ PDVSA ต้องเป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในทุกโครงการน้ำมัน
PDVSA ได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนหลายแห่งด้วยความหวังที่จะเพิ่มกำลังการผลิต รวมถึงความร่วมมือกับเชฟรอน , CNPC , ENI , Total และ Rosneft ของรัสเซีย
สหรัฐอเมริกาเคยเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายหลักของเวเนซุเอลา แต่นับตั้งแต่มีการประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตร จีนก็กลายเป็นจุดหมายปลายทางหลักในการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การส่งออกได้หยุดชะงักลง หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ประกาศมาตรการปิดล้อมเรือทุกลำที่เข้าหรือออกจากเวเนซุเอลา เมื่อเดือนธันวาคม 2025
นอกจากนี้ PDVSA ยังถือครองกรรมสิทธิ์ในโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่หลายแห่งนอกประเทศ รวมถึง CITGO ในสหรัฐอเมริกา แต่บรรดาเจ้าหนี้ต่างกำลังต่อสู้เพื่อเข้าควบคุมกิจการดังกล่าวผ่านกระบวนการทางกฎหมายที่ยืดเยื้อในศาลของสหรัฐ