เป้าหมายของการดึงเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในประเทศ ไม่เพียงแต่จะสร้างการไหลเวียนเงินกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ แต่จะมีการจ้างงาน เติมเต็มช่องว่างแรงงาน สร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยี สร้างบุคลากรที่มีทักษะสูง ถ่ายทอดเทคโนโลยี และอีกประการคือ อุตสาหกรรมในประเทศจะได้รับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้น นอกจากความพร้อมในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลต้องเตรียมรองรับไว้แล้วนั้น อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “สิทธิประโยชน์” ทั้งทางด้านภาษีและด้านอื่น ๆ ที่เป็นแรงจูงใจ กระตุ้นการลงทุน และเร่งการตัดสินใจให้เร็วขึ้น พื้นที่ศักยภาพเป้าหมายอย่าง “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” หรือ EEC จึงรอสิทธิประโยชน์ที่ค้างท่ออยู่กว่า 2 ปี จากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อตัดเสื้อสูทให้เข้ารูปที่สุดกับนักลงทุน
คือการเจรจากับนักลงทุนเป็นรายบริษัท รายโครงการ และต้องผ่านการตอบคำถาม 13 ข้อหลัก เพื่อที่จะให้รู้ถึงเป้าหมายการลงทุน การใช้ทรัพยากรในประเทศ วัตถุดิบจากแหล่งใด ซัพพลายเชนคือใคร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงทำให้นักลงทุนชัดเจนในแผนการลงทุนของตนเอง แต่ยังทำให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้เชื่อมโยง หรือหาพาร์ตเนอร์ ซัพพลายเออร์รายเล็ก เพื่อเข้าไปสู่การเป็นซัพพลายเชนของโครงการนั้น ๆ ได้ด้วย เมื่อเห็นความชัดเจนจะนำมาด้วยการแลกกับเงื่อนไขที่จะได้ตามที่สิทธิประโยชน์ของ EEC กำหนดไว้
ดังนั้น นักลงทุนแต่ละรายแม้ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้สิทธิประโยชน์เหมือนกัน เพราะ EEC จะต้องดูผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับมากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม
“นายจุฬา สุขมานพ” เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) เปิดเผยว่า ภายใต้ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ได้มีการกำหนดเรื่องสิทธิประโยชน์เอาไว้ เพื่อนำมาใช้ในการเจรจาต่อรองกับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศ จึงถูกใช้เวลาออกแบบให้ครอบคลุมมากที่สุด ในปี 2566 สิทธิประโยชน์ EEC จึงแล้วเสร็จ ข้อพิเศษสุดคือ การ “เจรจาเฉพาะราย” โดยแต่ละรายจะต้องตอบคำถาม 13 ข้อ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ โดยมิติของผลกระทบทั้งด้านยุทธศาสตร์ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม เช่น แผนการลงทุนรวมถึงกำหนดเวลาที่จะเริ่มการประกอบกิจการ มูลค่าเงินลงทุนสุทธิ รวมถึงมูลค่าการลงทุนจริงที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ การใช้ทรัพยากรในประเทศ (Local Content) หรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมในประเทศ ระดับเทคโนโลยีที่ใช้ในการประกอบกิจการ และแผนการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี
สำหรับสิทธิประโยชน์ EEC ทั้งหมด 14 ข้อจะมี “ครม.เป็นผู้พิจารณา” ประกอบด้วย ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 15 ปี, ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราไม่เกิน 50% สูงสุด 10 ปี, ผลขาดทุนประจําปีที่เกิดขึ้นนำไปหักออกจากกําไรสุทธิภายหลังได้, เงินที่ใช้ไปในการลงทุนหักออกจากกําไรสุทธิได้ 1-70% ของเงินที่ลงทุนแล้วในกิจการนั้น, สามารถหักค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า ค่าประปาได้ 2 เท่า, นําเงินลงทุน 1-25% ของเงินที่ลงทุนแล้วมาหักจากกําไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีได้, ไม่ต้องนําเงินปันผลจากกิจการมารวมคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

ยกเว้นการนําค่าแห่งกู๊ดวิล ค่าแห่งลิขสิทธิ์มารวมคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้, ยกเว้นอากรขาเข้าสําหรับเครื่องจักร, ยกเว้นอากรขาเข้าสําหรับของที่ผู้ประกอบกิจการนําเข้ามาเพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนา, ยกเว้นอากรขาเข้าสําหรับวัตถุดิบที่ต้องนําเข้ามาเพื่อใช้ผลิต ผสม เฉพาะที่ใช้ในการส่งออก, ลดหย่อนอากรขาเข้า สําหรับวัตถุดิบที่นําเข้ามาเพื่อใช้ผลิต ผสม ในอัตราไม่เกิน 90% ของอัตราปกติ, ยกเว้นอากรขาเข้าสําหรับของที่นําเข้ามาเพื่อส่งกลับออกไป, ยกเว้นอากรขาออกสําหรับผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลตามเงื่อนไข วิธีการ และระยะเวลาที่กําหนด
นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษี คือสิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ, สิทธิถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดภายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สิทธิในการนําคนต่างด้าวที่เป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ผู้บริหาร หรือผู้ชํานาญการ ตลอดจนคู่สมรส และบุคคลในอุปการะ เข้ามาและอยู่อาศัยในราชอาณาจักรได้ตามระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตจากเลขาธิการ และคนต่างด้าวที่เป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และผู้ชํานาญการ ที่ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนําเข้ามาสามารถทํางานได้ภายใต้ EEC Work Permit
ซึ่งก่อนหน้านี้มีนักลงทุนเข้ามาเพื่อยื่นขอใช้สิทธิประโยชน์กว่า 20 ราย มูลค่าหลายแสนล้านบาท หลังผ่านมาถึง 1 ปี จำนวนนักลงทุนได้ทยอยลดลงเหลือเพียง 10 ราย มูลค่าการลงทุน 135,000 ล้านบาท และล่าสุดเป็นเวลากว่า 2 ปีที่ ครม.ยังไม่ประกาศสิทธิประโยชน์ออกมาเป็นทางการ ซึ่งบางรายจะขอไปใช้สิทธิประโยชน์ขอบีโอไอแทน เหลือนักลงทุนอยู่เพียง 6 รายเท่านั้น ทำให้ EEC พลาดโอกาสที่จะได้นักลงทุนกลุ่มนี้ ที่มีทั้งอุตสาหกรรมเหล็กสะอาดจากเยอรมนี อุตสาหกรรม BCG จากยุโรป รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์จากไต้หวัน
“นายภาคภูมิ แก้วเขื่อน” ผู้อำนวยการ สำนักบริหารสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน สำนักงาน EEC กล่าวว่า แม้ภาวะเศรษฐกิจจะดูยังไม่ดีอย่างที่คาด แต่ในแง่ของการลงทุนยืนยันว่าประเทศไทยยังคงเป็นเป้าหมายเช่นเดิม เช่นเดียวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงที่ภาคเอกชนยังคงมุ่งมั่นการเดินหน้าลงทุนต่อ
ซึ่งในปี 2569 หากโครงการนี้ได้ไปต่อโครงการลงทุนอื่น ๆ ก็จะตามมา แม้ว่าสิทธิประโยชน์จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนตัดสินใจเลือกไทย
แต่ท้ายที่สุดแล้วการมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม ไฟฟ้าที่เสถียรและเพียงพอโดยเฉพาะไฟฟ้าสะอาด จะเป็นตัวดึงให้นักลงทุนตัดสินใจช้าลงที่จะเลือกทิ้งประเทศไทยไป วันนี้ ณ ศูนย์ One Stop Service (EEC OSS) ที่มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกนักลงทุนได้ต้อนรับเหล่านักลงทุนไม่ขาดสาย และนี่คือจุดที่สะท้อนว่าเขาไม่ได้หายไปไหน รอเพียงจังหวะที่ดีที่จะตัดสินใจลงทุนในอีกไม่ช้านี้
ขณะที่ “นายธีรภัทร เธียรโกศล” ผู้อำนวยการสำนักสิทธิประโยชน์ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) ยอมรับว่าความล่าช้าของสิทธิประโยชน์ตรงส่วนนี้ แม้นักลงทุนไม่ได้ปฏิเสธโดยตรง แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าทุกโปรเจ็กต์ของการลงทุนที่ต้องตอบคำถามผู้ถือหุ้นถึงความชัดเจนในการลงทุน จำเป็นต้องเลือกและตัดสินใจว่าจะใช้เม็ดเงินมหาศาลเหล่านั้นปักหมุดไว้ที่ใด ซึ่งแน่นอนว่าก่อนนี้มีประเทศไทยอยู่ในแผน แต่เมื่อการเมืองเปลี่ยนเร็ว ไม่มี ครม.ในการพิจารณาเพื่ออนุมัติโครงการและสิทธิประโยชน์ ทำให้การตัดสินใจเปลี่ยนแผนไปลงทุนที่อื่นเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
นาทีนี้เปรียบเสมือนต้องวัดใจว่านักลงทุนที่เหลือ 6 รายในขณะนี้ จากที่เตรียมจะเข้า ครม. แต่ต้นเดือนธันวาคม 2568 ต้องมาสะดุด เพราะเกิดเหตุการณ์ยุบสภา นักลงทุนเหล่านี้เลือกที่จะไปต่อกับประเทศไทย โดยจะยังคงรอสิทธิประโยชน์จาก EEC หรือเลือกสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)ซึ่งไม่ว่าจะเป็นตัวเลือกทางใดทางหนึ่ง อย่างน้อยก็ถือว่ายังดึงการลงทุนไว้ที่ไทยได้เช่นกัน
แต่หากเขาเลือกที่จะไม่ไปต่อกับไทย ก็ต้องยอมรับว่าเกมนี้ประเทศไทยต้องสูญเสียให้กับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามแน่นอน เพราะข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เป็นข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าไทย รวมถึงค่าแรง ต้นทุนเรื่องค่าไฟฟ้า ไทยเองคงต้องยอมรับตรงนี้ สัญญาณจากนักลงทุนจะ “รออีกเพียง 6 เดือนเท่านั้น” ซึ่งเราทำได้เพียงแค่รอ ครม.ใหม่เช่นกัน หวังที่จะได้อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมบริการ อุตสาหกรรมสะอาด และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เป็นไฮเทคโนโลยีเข้ามาในพื้นที่ EEC ตามที่เราต้องการมาตลอด