เปิดเงื่อนไข ภาษีสรรพสามิตรถยนต์-จักรยานยนต์ใหม่ คุมเข้มการปล่อยค่าไอเสีย มาตรฐานความปลอดภัย เทคโนโลยี พร้อมคุมเงื่อนไข ส่งเสริมให้ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ คิดอัตราแบบ “ขั้นบันได” โดยเฉพาะรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่และมีการปล่อยค่าไอเสียสูง CO2 นั้น จะมีการจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น และส่งผลต่อราคาจำหน่ายทันที
รวมทั้งมีการผลักดันและส่งเสริมให้ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ โดยจะทำให้การลงทุนและเศรษฐกิจหมุนเวียนคืนสู่ประเทศไทยได้เพิ่มมากขึ้นด้วย
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า หลังจากวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้บังคับใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์-จักรยานยนต์ใหม่ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ราคาจำหน่ายรถยนต์ และรถจักรยานยนต์มีการเปลี่ยนแปลงไปตามโครงสร้างภาษีใหม่ ที่กรมสรรพสามิต และสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมได้กำหนดเงื่อนไขเกณฑ์พิจารณาหลักใหญ่ไว้ 5 ด้าน
โดยมีรายละเอียด ได้แก่ 1.พิจารณาตามประเภทของรถยนต์ จักรยานยนต์ จากแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีที่ใช้
2.พิจารณาจากอัตราการปล่อยค่าไอเสีย หรือ CO2 (กรัมต่อกิโลเมตร), 3.พิจารณาจากมาตรฐานความปลอดภัย (UN R94, UN R95, UN R13h), 4.พิจารณาจากการใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศ (Local Content) และ 5.พิจารณาจากการติดตั้งระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS)
เมื่อแยกย่อยลงมาดูตามประเภท พบว่าในส่วนของรถยนต์นั่ง เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ถูกกำหนดว่า ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยและมีการติดตั้งระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ R13h+ABS/ESC และมี ADAS 2 ใน 6 ระบบ แบ่งอัตราภาษีตามปริมาณ CO2 และช่วงระยะเวลา (ปี) เป็นตัวกำหนด มีรายละเอียดดังนี้
ปล่อยค่าไอเสีย CO2 น้อยกว่าหรือเท่ากับ 100 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 13%, พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 14%, ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 15%, ปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 101-120 กรัมต่อกิโลเมตร, ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 22%, ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 24%, ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 26%, ปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 121-150 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 25%, ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 27%, ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 29%
ปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 151-200 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 29%, ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 31%, ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 33%, ปล่อยค่าไอเสีย CO2 มากกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 34%, ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 36%, ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 38%
ขณะที่ในส่วนของ เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่ปล่อยค่าไอเสีย CO2 น้อยกว่าหรือเท่ากับ 150 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 25%, ปี 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 35% ส่วนการปล่อยค่าไอเสีย CO2 มากกว่า 150 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 30% ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 40% ส่วนรถที่มีขนาดมากกว่า 3,000 ซีซี ถูกจัดเก็บในอัตราคงที่ 50% และกรณีที่มีการปล่อยไอเสีย ไม่เข้าหลักเกณฑ์ ได้แก่ CO2 น้อยกว่าหรือเท่ากับ 150 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 35% หรือมากกว่า 150 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 40%
สำหรับ รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ไฮบริด (HEV) นั้น ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้จะต้องเป็นผู้ประกอบการในประเทศ หรือนอกฟรีโซน, มี ADAS 2 ใน 6 ประเภท และใช้แบตเตอรี่ไทย โดยมีการกำหนดเงื่อนไข ดังนี้ ปล่อยค่าไอเสีย CO2 น้อยกว่า 100 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 6%, ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 8%, ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 10%, ปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 101-120 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 9%
ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 11%, ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 13%, ปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 121-150 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 14%, ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 16%, ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 18%
ปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 151-200 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 19%, ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 21%, ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 23%, ปล่อยค่าไอเสีย CO2 มากกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 26%, ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 24%, ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 28% และในส่วนของเครื่องยนต์ที่มากกว่า 3,000 ซีซีนั้น จัดเก็บภาษีในอัตรา 40%
หากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการสนับสนุนส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ภายใต้โครงการรถยนต์ไฮบริด (HEV) และมีการลงทุนเพิ่มเติม เป็นไปตามเงื่อนไข ได้รับอัตราต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569-2575 จัดเก็บในอัตราเดียว ได้แก่
ปล่อยค่าไอเสีย CO2 น้อยกว่า 100 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษีในอัตรา 6% และหากปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 101-120 กรัมต่อกิโลเมตรนั้น จัดเก็บภาษีในอัตรา 9%
ภายใต้โครงการดังกล่าวนั้น ภาครัฐได้กำหนดเงื่อนไขการลงทุนและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (ปี พ.ศ. 2567-2570) สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องลงทุนรวม ไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท, มีการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ โดยต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศอย่างน้อยระดับ Pack Assembly และต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญ (High-value e-Parts) เช่น มอเตอร์ขับเคลื่อน และชิ้นส่วนลูกปืนขนาดกลาง เช่น BMS ตามเกณฑ์ที่กำหนด
รวมทั้งต้องมีโรงงานที่มีบทบาทสำคัญต่อการผลิตและสามารถรักษากำลังการผลิตของเครื่องจักรได้ และต้องมีโรงงานประกอบเครื่องยนต์สันดาป หรือชิ้นส่วนสำคัญในประเทศ อย่างน้อย 4 ใน 5 (4C) รายการ หรือมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศไม่น้อยกว่า 40% ตามวิธีคำนวณของกรมศุลกากร และเงื่อนไขของกระทรวงอุตสาหกรรม
อีกทั้งต้องมีการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) หรือมีสัดส่วนของพนักงานไม่ต่ำกว่าร้อยละ 0.75 ของพนักงานทั้งหมดในสำนักงาน และในส่วนของความปลอดภัยของยานยนต์ ต้องติดตั้งระบบ ADAS ไม่น้อยกว่า 4 จาก 6 ระบบ ตามรายการที่กำหนด
ส่วน รถยนต์นั่งปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) นั้น กำหนดเงื่อนไขต้องมี ADAS 2 ใน 6 และใช้แบตเตอรี่ไทย สำหรับระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน (E Range) หากมากกว่าหรือเท่ากับ 80 กิโลเมตร จัดเก็บภาษีในอัตรา 5% และหากวิ่งได้น้อยกว่า 80 กิโลเมตร จัดเก็บภาษีในอัตรา 10%
ขณะที่รถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่ไม่เข้าเงื่อนไขนั้น ในปี พ.ศ. 2569-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 15% และปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 20% และรถที่มีเครื่องยนต์มากกว่า 3,000 ซีซี จัดเก็บภาษีในอัตรา 30% ทั้งนี้ ได้มีการยกเลิกเงื่อนไขจำกัดถังน้ำมัน 45 ลิตรแล้ว
สำหรับ รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ตามเงื่อนไข ต้องมี ADAS 3 ใน 6 และใช้แบตเตอรี่ไทยและชิ้นส่วนสำคัญ โดยเข้าเกณฑ์เงื่อนไข จัดเก็บอัตราภาษี : 2% ส่วนกรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ หรืออื่น ๆ เช่น นำเข้า จัดเก็บอัตราภาษี 10%
รถกระบะ (Pickup) บังคับใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2569-2578 โดยต้องเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมใน/นอกฟรีโซน, กำหนดขนาดตัวรถและน้ำหนักบรรทุก, มีการใช้ ADAS 1 ใน 6 และต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิต/ประกอบในประเทศ ในปี พ.ศ. 2569-2577 และต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศ ในปี พ.ศ. 2578 เป็นต้นไป (เริ่มบังคับใช้ ADAS ปี 2571 และต้องมีแบตไทยสำหรับรุ่นไฟฟ้า)
โดยรถกระบะแบบหัวเดียว ที่มีขนาดน้อยกว่าหรือเท่ากับ 3,250 ซีซี ต้องปล่อยไอเสีย CO2 น้อยกว่าหรือเท่ากับ 185 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษีในอัตรา 3% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล และจัดเก็บในอัตรา 2% สำหรับน้ำมัน B20 ปล่อยไอเสีย CO2 ระหว่าง 186-200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 4% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ส่วนเครื่องยนต์ที่รองรับ B20 จัดเก็บในอัตรา 3%, ปล่อยไอเสีย CO2 มากกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 5% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล) และ 4% สำหรับเครื่องยนต์ที่รองรับน้ำมัน B20
รถกระบะตอนครึ่ง (Space Cab) ที่มีขนาดเครื่องยนต์ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 3,250 ซีซี ปล่อยค่าไอเสีย CO2 น้อยกว่าหรือเท่ากับ 185 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 4% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล) และจัดเก็บในอัตรา 3% สำหรับเครื่องยนต์ที่รองรับน้ำมัน B20, ปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 186-200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 6% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล และจัดเก็บในอัตรา 5% สำหรับเครื่องยนต์ที่รองรับน้ำมัน B20
ปล่อยค่าไอเสีย CO2 มากกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 8% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ส่วนรถยนต์ที่รองรับน้ำมัน B20 จัดเก็บในอัตรา 7%
รถกระบะ สี่ประตู (Double Cab) ที่มีขนาดเครื่องยนต์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 3,250 ซีซี ปล่อยค่าไอเสีย CO2 น้อยกว่าหรือเท่ากับ 185 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 8% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ส่วนรถที่รองรับน้ำมัน B20 นั้น จัดเก็บในอัตรา 6%, ปล่อยไอเสีย CO2 ระหว่าง 186-200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 10% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล และเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน B20 จัดเก็บในอัตรา 9%, ปล่อยค่าไอเสีย CO2 มากกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 13% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ส่วนเครื่องยนต์ที่รองรับน้ำมัน B20 จัดเก็บในอัตรา 12%
รถกระบะสี่ประตู ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (Double Cab PHEV) จัดเก็บในอัตรา 5%, รถกระบะไฟฟ้า (BEV) จัดเก็บในอัตรา 2%
สำหรับกระบะไฟฟ้าที่อยู่นอกเหนือหลักเกณฑ์ที่กำหนดข้างต้น จะต้องถูกจัดเก็บในอัตรา 10%, รถกระบะที่มีเครื่องยนต์มากกว่า 3,250 ซีซีนั้น จัดเก็บในอัตรา 50%
รถยนต์นั่งอเนกประสงค์พื้นฐานกระบะ (PPV) นั้น ภายใต้หลักเกณฑ์ ต้องเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมใน/นอกฟรีโซน, มี ADAS 2 ใน 6 และวางบนแชสซีรถกระบะ โดยมีรายละเอียดดังนี้ เครื่องยนต์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 3,250 ซีซี ปล่อยค่าไอเสีย CO2 น้อยกว่าหรือเท่ากับ 185 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 18% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ส่วนเครื่องยนต์ที่รองรับน้ำมัน B20 จัดเก็บในอัตรา 16%
ปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 186-200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 20% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ส่วนเครื่องยนต์ที่รองรับน้ำมัน B20 นั้น จัดเก็บในอัตรา 18%, ปล่อยไอเสีย CO2 มากกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 25% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน B20 จัดเก็บในอัตรา 13%
ส่วน รถยนต์ PHEV ที่ไม่เข้าเงื่อนไขการปล่อยค่าไอเสีย หลักเกณฑ์จัดเก็บในอัตรา 10% และเครื่องยนต์ที่มากกว่า 3,250 ซีซี จัดเก็บในอัตรา 50%
รถยนต์ไมลด์ไฮบริด (MHEV) ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กทำหน้าที่ช่วยเสริมแรงเครื่องยนต์ แต่ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้นั้น กำหนดให้มีการลงทุนตามช่วงปี ได้แก่ ปี พ.ศ 2567-2570 ไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท และปี พ.ศ. 2567-2571ไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ จะต้องมีการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศอย่างน้อย 4 ใน 5 รายการ, ต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่าระดับ Pack Assembly, ต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญ ได้แก่ มอเตอร์ขับเคลื่อน (Traction Motor) หรือชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่เสริมแรงขับเคลื่อน ซึ่งต้องเป็นการผลิตจากผู้ผลิตในประเทศไทย และระบบความปลอดภัยต้องติดตั้งระบบ ADAS ไม่น้อยกว่า 4 จาก 6 ระบบ ที่กำหนดโดยกรมสรรพสามิต โดยปล่อยไอเสียน้อยกว่า 100 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 10%, ปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 101-120 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 12%
และหากไม่เป็นไปตามเกณฑ์เงื่อนไข ต้องจ่ายตามการปล่อย CO2 โดยปล่อยค่าไอเสีย CO2 น้อยกว่า 100 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บในอัตรา 13% , ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บในอัตรา 14% และ ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บในอัตรา 15% หากปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 101-120 กรัมต่อกิโลเมตร ในปี พ.ศ. 2569-2570 เสียในอัตรา 22%, ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บในอัตรา 24% และปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บในอัตรา 26%
ส่วน รถจักรยานยนต์ ตามหลักเกณฑ์ UN75 หรือ สมอ.นั้น ในส่วนของจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ที่ปล่อยไอเสีย น้อยกว่าหรือเท่ากับ 50 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2572 จัดเก็บในอัตรา 3% และในปี พ.ศ. 2573 เก็บในอัตรา 5%, ปล่อยไอเสีย CO2 ระหว่าง 51-90 กรัมต่อกิโลเมตร ปี 2569-2572 จัดเก็บในอัตรา 6%, ปี 2573 เก็บในอัตรา 10%, ปล่อยไอเสีย CO2 ระหว่าง 91-130 กรัมต่อกิโลเมตร ระหว่างปี พ.ศ. 2569-2572 เก็บในอัตรา 10% และในปี 2573 เก็บในอัตรา 15%
ปล่อยไอเสีย CO2 มากกว่า 130 กรัมต่อกิโลเมตร ปี 2569-2572 เก็บภาษีในอัตรา 20%, ปี 2573 เก็บภาษีในอัตรา 25% และหากนอกเหนือจากข้างต้น ไม่เข้าเกณฑ์ ปี พ.ศ. 2569-2572 เก็บภาษี 25% และในปี 2573 เก็บในอัตรา 30%
ขณะที่ จักรยานยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่มีแรงดันไฟฟ้ามากกว่าหรือเท่ากับ 48 โวลต์ จัดเก็บ 1% ส่วนแรงดันไฟฟ้าน้อยกว่า 48 โวลต์ ภาษีเป็น 0% แต่ทั้งนี้ จะต้องมีระบบความปลอดภัย ADAS 6 ระบบที่กำหนด ได้แก่ ระบบ AEB เบรกฉุกเฉินขั้นสูง, FCW เตือนการชนด้านหน้า, LKAS ดูแลภายในช่องจราจร, LDW เตือนเมื่อออกนอกเลน, BSD ตรวจจับจุดอับสายตา และ ACC ควบคุมความเร็วอัตโนมัติ