ศึกปาร์ตี้ลิสต์ พลิกเลือกตั้ง น้ำเงิน-ฟ้า คืนชีพ ตัดแต้ม แดง-ส้ม
GH News January 10, 2026 10:38 AM
คอลัมน์ : Thailand Election 2026 : เลือกตั้ง เลือกอนาคต

สูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่นักคณิตศาสตร์การเมืองวิเคราะห์ในเวลานี้ มีอยู่ 3 สูตร

สูตรแรก พรรคภูมิใจไทย บวก พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม เป็น 3 แกนหลัก จากนั้นค่อยดูด-ดึงพรรคอื่น ๆ มารวมกันจัดตั้งรัฐบาล เป็นสูตรที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด

สูตรที่สอง พรรคประชาชน บวกพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเล็กอื่นๆ มีความเป็นไปได้รองลงมา

และสูตรที่สาม พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเล็กอื่น ๆ มีความเป็นไปได้ต่ำสุด เนื่องจากพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย ขับเคี่ยวกันเป็นเบอร์ 1

ทว่าในสมการนี้ มีอยู่ 1 พรรคที่ “นอนมา” ในทุกสูตร คือ พรรคเพื่อไทย รอแต่งตัวเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

ฝุ่นตลบชิงปาร์ตี้ลิสต์

และสิ่งที่เป็นหนึ่งในปัจจัยชี้ขาดแลนด์สเคป “สูตรตั้งรัฐบาล” คือ คะแนน สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่วัดจากความนิยมพรรค ตามม็อตโต้ กติกาเลือกตั้งบัตร สองใบ เลือกคนที่รัก (สส.เขต) พรรคที่ชอบ (สส.ปาร์ตี้ลิสต์)

แม้พรรคเพื่อไทย แต่งตัวรอร่วมรัฐบาลได้ทุกขั้น แต่ในความเห็นของแกนนำพรรคหวังมีลุ้นเป็น “แกนนำจัดตั้งรัฐบาล” อีกครั้ง “ภูมิธรรม เวชยชัย” อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษาพรรค ผู้จัดการรัฐบาลเพื่อไทยรอบที่แล้ว ไม่ขอประเมินการเมืองในพาราดามเก่า มองสวนนักวิเคราะห์การเมืองที่แทงว่าพรรคเพื่อไทยต่ำร้อย โดยประเมินว่า พรรคเพื่อไทยจะ “เกินร้อย” และหวังปาร์ตี้ลิสต์ 40+ –

โดยเฉพาะการ “ปั้น” กระแส ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มาเป็นจุดขายพรรคในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 ชูแคมเปญ The Possible Leader และยังปักหมุดให้เป็นปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1

ขณะที่พรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคกระแส ใช้กระแสเรียกเรตติ้งให้กับ สส.เขต และปาร์ตี้ลิสต์ เปิด “ทีมบริหารประชาชน” The Professional สู้ในกระดานการเมือง

อีกด้านหนึ่ง เมื่อพรรคประชาชนถูก “บ้านใหญ่” การเมือง จับมือกัน “รุมกินโต๊ะ” ในหลายเขต หากสังเกตการแก้เกมของพรรคประชาชนจะพบว่า หลายเขตพรรคดีลกับเครือญาติบ้านใหญ่ลงสู้ในเขต แต่ถ้าตัวผู้สมัคร สส.เขตไม่แข็ง ก็เน้นสร้างกระแสในพื้นที่ ทำคะแนนในปาร์ตี้ลิสต์

ด้านพรรคภูมิใจไทย ดึงชื่อ รัฐมนตรีคนนอก ล้างคราบไคลพรรคภูธร สู่พรรคคนเมือง มี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ-ศุภจี สุธรรมพันธุ์ มีภาพลักษณ์มืออาชีพ ประกบกับ 2 แคนดิเดตนายกฯ คือ “อนุทิน ชาญวีรกูล” และ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” ที่ได้คะแนนฝ่ายอนุรักษนิยม เป็นตัวเรียกคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ คู่กับจุดแข็ง สส.เขต

พรรคตัวแปร อย่าง “พรรคประชาธิปัตย์” ที่มี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-กรณ์ จาติกวณิช-การดี เลียวไพโรจน์” เป็นตัวชูโรง หวัง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ มากกว่า สส.เขต โดยเฉพาะภาคใต้ ภายหลังจากพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเคยชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกฯ ในการเลือกตั้ง 2566 แล้วกวาดคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ได้เป็นกอบเป็นกำ มาวันนี้แม้ว่ายังไม่ล่มสลาย แต่ก็เกือบปิดฉาก เช่นเดียวกับพรรคพลังประชารัฐ ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่เคยเป็นจุดขายหลัก แต่วันนี้ยุติบทบาท-ปิดฉากพรรคทหาร

ขณะที่พรรคกระแส “ไทยสร้างไทย” ที่มี “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เป็นแคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1 ก็ดึงลูกสาว จินนี่ “ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ” มาเป็นจุดขาย-เรียกกระแส ปาร์ตี้ลิสต์

คะแนน สส.ปาร์ตี้ลิสต์งวดนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ “ชี้ขาด-เปลี่ยนแลนด์สเคปการเมือง”สส.ปาร์ตี้ลิสต์

พรรคฝ่ายก้าวหน้าพลังลด

“ดร.สติธร ธนานิธิโชติ” นักรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สวมหมวกนักคณิตศาสตร์การเมือง ประเมินว่า สส.ปาร์ตี้ลิสต์จะเปลี่ยนแลนด์สเคปทางการเมืองในแง่เกิด “การกระจายตัว” มากขึ้น เพราะการเลือกตั้ง 2566 คะแนนปาร์ตี้ลิสต์กระจุกอยู่ที่พรรคก้าวไกล 39 คน และพรรคเพื่อไทย 29 คน รวมสัดส่วนในฝั่งก้าวหน้า 70% ต่อ 30%

ดังนั้น ในบริบทปัจจุบัน การเลือกตั้งปี 2569 มีโอกาสว่าพรรคการเมืองฝั่งก้าวหน้าจะลด สะท้อนจากกระแสชาตินิยม แลนด์สเคป ส้ม-แดง อาจเหลือ 50% ส่วนที่เหลืออื่น ๆ 25-30% อาจจะกระจายไปอยู่พรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคภูมิใจไทย ที่เหลือ 10-15% ไปอยู่กับพรรคที่พอมีกระแส เช่น พรรคไทยสร้างไทย พรรคไทยก้าวใหม่ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาชาติ ที่อาจจะได้คะแนนมากกว่า 1% ส่วนที่เหลืออีก 2-3% อาจจะกระจายไปยังพรรคเล็กปัดเศษ ที่ได้เลขดี

“ถามว่าแลนด์สเคปต่างไปจากเลือกตั้งครั้งก่อนไหม คิดว่าต่างพอสมควร เพราะเลือกตั้งปี 2566 เทไปทางหัวก้าวหน้าหมด คนเบื่อลุงอยากเปลี่ยนอะไรที่ไม่ใช่ลุงก็เอาหมด แต่ปัจจุบันพอกระแสชาตินิยมมา คนก็อาจจะเลือกนิ่ง ๆ สมูท ๆ ดีกว่า”

ดร.สติธรประเมินเป็นรายพรรคว่า พรรคประชาชน ที่เคยชนะได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ถึง 3 ภาค เหนือ กลาง ใต้ นั้น ครั้งนี้อาจจะเบาลงไป แต่ก็ยังได้ที่เหนือ กลาง ตะวันออก กทม.และปริมณฑล ส่วนอีสานแม้พรรคเพื่อไทยจะดูอ่อนลง แต่พรรคประชาชนก็ไม่น่าจะแซงได้ แนวโน้มภาคอีสาน อาจจะเป็น 3 สี คือ แดง ส้ม น้ำเงิน โดยพรรคภูมิใจไทยอาจจะได้ลุ้นคะแนนปาร์ตี้ลิสต์มากขึ้น ในจังหวัดที่ตัวเองมี สส.อยู่แล้ว อาจทำให้เบียดกระแสพรรคส้มได้ ส่วนภาคใต้ พรรคสีฟ้า (พรรคประชาธิปัตย์) น่าจะชัด ไม่น่าพลาด ถ้าสร้างกระแสดี ๆ มีแต่ขึ้นกับขึ้น ๆ

ส่วนปาร์ตี้ลิสต์สนาม กทม. น่าจะแบ่ง 3 สีเป็นหลัก เพราะ Pattern เทไหนเทกัน ถ้าไปไปหมด ทีนี้ สามสีที่ลุ้น ที่แฟนคลับ อยู่หน้าแน่น แดง ส้ม ฟ้า ไม่ห่างกันเยอะ ปี’62 สามสี อนาคต เพื่อไทย ปชน. ลุงตู่ รอบที่แล้วล้านสาม สองพรรคหกแสน รอบนี้จะตีกลับ น่าจะแชร์ 3 สี ภท. ต้องดูอีกจะขายหรือเปล่า ถ้า ปชป.จุดติดจะไม่ยุ่ง แต่ถ้า ปชป.จุดไม่ขึ้นก็จะมาตี ทั้งที่มีความสามารถเอามาขายใน กทม. ก็จะได้กระแสเหมือนกัน แปลว่าดู ปชป.ก่อน แล้วค่อยว่ากัน

เลาะสถิติปาร์ตี้ลิสต์เลือกตั้ง 2566

เลาะสถิติเก่า ในการเลือกตั้ง 2566 จะพบว่า พรรคก้าวไกลได้เป็นพรรคอันดับหนึ่ง เพราะเบียดชนะพรรคเพื่อไทย ได้ที่ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพราะ สส.เขตได้เท่ากันที่ 112 เขต

อันดับ 1 พรรคก้าวไกล มี 14,438,830 คะแนน ได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ จากผลลัพธ์จำนวนเต็ม 38 คน ได้ สส.ปัดเศษ 1 คน รวม 39 คน

อันดับ 2 พรรคเพื่อไทย มี 10,962,526 คะแนน ได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ จากผลลัพธ์จำนวนเต็ม 29 คน ไม่ได้ สส.ปัดเศษ

อันดับ 3 พรรครวมไทยสร้างชาติ มี 4,766,390 คะแนน ได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ จากผลลัพธ์จำนวนเต็ม 12 คน ได้ สส.ปัดเศษ 1 คน รวม 13 คน

อันดับ 4 พรรคภูมิใจไทย มี 1,138,204 คะแนน ได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ จากผลลัพธ์จำนวนเต็ม 3 คน ไม่ได้ สส.ปัดเศษ

อันดับ 5 พรรคประชาธิปัตย์ มี 925,349 คะแนน ได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ จากผลลัพธ์จำนวนเต็ม 2 คน ได้ สส.ปัดเศษ 1 คน รวม 3 คน

อันดับ 6 พรรคประชาชาติ มี 602,645 คะแนน ได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ จากผลลัพธ์จำนวนเต็ม 1 คน ได้ สส.ปัดเศษ 1 คน รวม 2 คน

อันดับ 7 พรรคพลังประชารัฐ มี 537,632 คะแนน ได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ จากผลลัพธ์จำนวนเต็ม 1 คน ไม่ได้ สส.ปัดเศษ

และมี 10 พรรคเล็กที่เหลือ ที่ได้ สส.ปัดเศษ 1 คน ประกอบด้วย พรรคเสรีรวมไทย พรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคชาติพัฒนากล้า พรรคท้องที่ไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเป็นธรรม พรรคพลังสังคมใหม่ และพรรคครูไทยเพื่อประชาชน

เจาะปาร์ตี้ลิสต์รายภาค

เมื่อเจาะคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ เป็นรายภาคพบว่า พรรคก้าวไกล ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์สูงสุด ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ มีแค่เฉพาะในภาคอีสานเท่านั้นที่พรรคก้าวไกล มีแต้มเป็นอันดับสอง แบ่งเป็น

ภาคกลาง พรรคก้าวไกล ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์มากที่สุด 6,340,059 คะแนน อันดับ 2 พรรคเพื่อไทย 3,152,441 คะแนน อันดับ 3 พรรครวมไทยสร้างชาติ 2,097,144 คะแนน อันดับ 4 พรรคภูมิใจไทยได้ 312,864 คะแนน อันดับ 5 พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 291,786 คะแนน อันดับ 6 พรรคพลังประชารัฐ 177,038 คะแนน

ภาคอีสาน พรรคเพื่อไทย นำโด่งเป็นอันดับ 1 ได้ 5,113,608 คะแนน ตามด้วยอันดับ 2 พรรคก้าวไกล ได้ 3,935,834 คะแนน อันดับ 3 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ 625,020 คะแนน ยังได้มากกว่าอันดับ 4 คือ พรรคภูมิใจไทย ที่ได้ 485,840 คะแนน อันดับ 5 คือพรรคพลังประชารัฐ ได้ 122,545 คะแนน อันดับ 6 พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 105,377 คะแนน

ส่วนภาคใต้ พรรคก้าวไกล ยังได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์มากที่สุด 1,590,976 คะแนน ตามด้วยอันดับ 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ 1,465,988 คะแนน อันดับ 3 พรรคประชาธิปัตย์ 435,486 คะแนน อันดับ 4 พรรคเพื่อไทย 392,859 คะแนน อันดับ 5 พรรคภูมิใจไทย 217,723 คะแนน อันดับ 6 พรรคพลังประชารัฐ 119,029 คะแนน

ภาคเหนือ พรรคก้าวไกล ได้ปาร์ตี้ลิสต์มากที่สุดเช่นเดิม 2,571,961 คะแนน รองลงมา พรรคเพื่อไทย 2,303,618 คะแนน อันดับ 3 พรรครวมไทยสร้างชาติ 578,238 คะแนน พรรคภูมิใจไทย อันดับ 4 ได้ 121,777 คะแนน พรรคพลังประชารัฐ อันดับ 5 ได้ 119,020 คะแนน และอันดับ 6 พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 92,700 คะแนน

ก้าวไกล ทิ้งห่างล้านคะแนน

ในสมรภูมิ กทม.ที่พรรคก้าวไกล จะคว้า สส.เขต 32 ที่นั่ง จาก 33 ที่นั่ง เบียดพรรคเพื่อไทยเกือบสูญพันธุ์ เหลือแค่ 1 ที่นั่ง เช่นเดียวกับคะแนนในปาร์ตี้ลิสต์ของ กทม. พรรคก้าวไกล กวาดคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ ได้ถึง 1,600,667 คะแนน ห่างจากพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ได้ 630,987 คะแนน ขณะที่พรรคเพื่อไทย ได้ 600,263 คะแนน

เท่ากับว่า พรรคก้าวไกลได้คะแนน สส.ปาร์ตี้ลิสต์ใน กทม. มากกว่าอันดับสอง และอันดับสาม กว่า 1 ล้านคะแนน

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยครองเมืองหลวง ได้ความนิยมผ่าน สส.ปาร์ตี้ลิสต์เพียง 85,968 คะแนน ส่วนพรรคไทยสร้างไทย ที่มีเจ้าแม่เมืองหลวง “คุณหญิงสุดารัตน์” คุมทัพ ได้เพียง 340,179 คะแนน ชาติพัฒนากล้า ที่ตอนนั้นชู “กรณ์ จาติกวณิช” เป็นจุดขาย ได้ 46,257 คะแนน ส่วนพรรคภูมิใจไทย ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ได้เพียง 28,528 คะแนน

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.