ด้วยพระปรีชาสามารถอันโดดเด่นทางด้านศิลปะและการออกแบบ อีกทั้งยังทรงมีบทบาทในฐานะผู้นำทางวัฒนธรรมรุ่นใหม่ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา” ทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจาก “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10” ให้สนองพระมหากรุณาธิคุณในการปฏิบัติพระกรณียกิจงานด้านศิลปาชีพ ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นมา เพื่ออนุรักษ์และพัฒนามูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯให้มีความเจริญก้าวหน้า ตลอดจนสืบสานพระราชปณิธานอันยิ่งใหญ่ของ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในการฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานหัตถศิลป์ไทยให้เป็นมรดกคู่แผ่นดิน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจในทางสร้างสรรค์อย่างแท้จริง ทำให้ช่างฝีมือทั่วประเทศมีรายได้, มีอาชีพ, มีคุณค่า และภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของตนเอง


นับเป็นระยะเวลากว่า 5 ทศวรรษที่ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ทรงเป็นศูนย์กลางการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทย และการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือราษฎรให้มีรายได้เสริมนอกเหนือจากอาชีพเกษตรกรรม โดยมีจุดเริ่มต้นจากเมื่อครั้งตามเสด็จ “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” ไปทรงเยี่ยมราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2498 ได้ทอดพระเนตรเห็นประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จนุ่งผ้าซิ่นสวยงาม จึงมีพระราชดำริว่าควรนำภูมิปัญญาของราษฎรที่ได้ทอผ้าไว้ใช้กันในครัวเรือนมาพัฒนาเป็นอาชีพเสริม เพื่อสร้างรายได้จุนเจือครอบครัว ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2519 เพื่อฝึกอาชีพเสริมให้กับราษฎร อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาการสร้างสรรค์ศิลปหัตถกรรมไทยให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

“สมเด็จเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” สนพระทัยงานด้านศิลปาชีพมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ได้โดยเสด็จ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ไปทรงเยี่ยมสมาชิกศิลปาชีพในภูมิภาคต่างๆอยู่เสมอ ทรงตระหนักดีว่าสมเด็จย่าทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ถูกส่งต่อมาจากบรรพบุรุษ จึงตั้งพระทัยมั่นในการสนับสนุนและส่งเสริมอาชีพการสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ให้เป็นอาชีพที่ยั่งยืน, มีเกียรติ และมีความภาคภูมิใจในตนเอง


ตลอดเวลาที่ผ่านมา “สมเด็จเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ได้เสด็จไปพระราชทานขวัญกำลังใจให้แก่สมาชิกศิลปาชีพ และพระราชทานแนวพระดำริในการพัฒนาการสร้างสรรค์ผืนผ้าที่มีความร่วมสมัยและเป็นสากล ทรงสนับสนุนการหาช่องทางใหม่ๆในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ทรงให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมช่างทอและช่างฝีมือ ทรงแบ่งปันแนวพระดำริเรื่องโทนสีที่อยู่ในความนิยม ทรงให้ความสำคัญในเรื่องการย้อมเส้นใยด้วยสีจากธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทรงส่งเสริมให้ประชาชนคนไทยหันมาสวมใส่ผ้าไทยมากขึ้น ตามแนวพระดำริฯ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เพื่อให้ผ้าไทยเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของประชาชนทุกเพศทุกวัย เสริมสร้างเอกลักษณ์ผ้าไทยให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยทรงเป็นต้นแบบการแต่งฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บด้วยผ้าไทยมาตลอด พร้อมกันนี้ยังเชิญชวนผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผ้าไทย, นักออกแบบแถวหน้าระดับประเทศ และผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ และให้คำปรึกษาแก่กลุ่มช่างทอผ้า, ผู้ผลิต และผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทย

ปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของวงการผ้าไทยคือ ผ้าลายพระราชทานเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ที่ผ่านการศึกษาค้นคว้าลวดลายผ้าโบราณจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และทรงนำมาออกแบบผสมผสานเกิดเป็นลวดลายผืนผ้าต้นแบบที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ เริ่มตั้งแต่ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี, ผ้าบาติกลายปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง, ผ้าบาติกลายป่าแดนใต้, ผ้าบาติกลายท้องทะเลไทย, ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา, ผ้าลายดอกรักราชกัญญา และผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ อีกทั้งยังทรงริเริ่มแนวพระดำริฯ “แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ส่งเสริมทุกกระบวนการสร้างสรรค์ผืนผ้าและหัตถกรรมไทยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, ผู้สร้างสรรค์ และผู้สวมใส่ สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับโลก โดยคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่แจ่มชัด

การปลุกกระแสผ้าไทยให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยนำเอกลักษณ์ดั้งเดิมในการทอผ้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย มาประยุกต์ใหม่เพิ่มลวดลายเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์และมีความหมาย ไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่หันมาสวมใส่ผ้าไทยอย่างจริงจัง แต่ยังส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทย ช่วยชุบชีวิตในยามวิกฤต เพิ่มรายได้และต่อลมหายใจให้ชุมชนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ได้มีรายได้จุนเจือครอบครัว และสามารถพึ่งพาตนเองได้

ในขณะที่ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ทรงเป็นผู้ค้นพบคุณค่าในงานฝีมือของชาวนาชาวไร่, ทรงวางรากฐานให้งานหัตถกรรมไทยกลายเป็นสินค้ามูลค่าสูง และทรงพลิกฟื้นภูมิปัญญาชาวบ้านสู่มรดกคู่แผ่นดิน จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของชาติ ที่สร้างมูลค่าเศรษฐกิจในทางสร้างสรรค์ได้อย่างแท้จริง “สมเด็จเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ทรงขับเคลื่อนให้งานหัตถศิลป์และวัฒนธรรมไทยอยู่รอดอย่างสง่างามในโลกสมัยใหม่ ทรงผลักดันผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทยเข้าสู่เวทีแฟชั่นระดับโลก โดยทรงเป็นแบบอย่างของการผสมผสานงานฝีมือไทยเข้ากับดีไซน์สากล อีกทั้งยังทรงสนับสนุนให้ประเทศไทยเสนอ “ชุดไทย” ขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ในปี 2569 เพื่อให้ “ชุดไทย” ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และเป็นการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทย ให้เป็นที่รู้จักในระดับโลกด้วยความภาคภูมิใจ ภายใต้หลักของความเข้าใจ, ความสร้างสรรค์ และการอยู่ร่วมกันอย่างสง่างามของมนุษยชาติ

“กระทรวงวัฒนธรรม” พร้อมสนองพระปณิธานของ “สมเด็จเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ในการสืบสาน อนุรักษ์ และต่อยอด “ชุดไทย” ให้เป็นมรดกของแผ่นดินตราบนานเท่านาน โดยได้เตรียมความพร้อมในการเสนอ “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” (Chud Thai : The Knowledge, Craftsmanship and Practices of the Thai National Costume) เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก ซึ่งจะพิจารณาในปี 2569 โดยมีการแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาและคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวให้บรรลุตามเป้าหมาย

พระวิสัยทัศน์และพระกรณียกิจที่สร้างประโยชน์อย่างอเนกอนันต์ ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยองค์การยูเนสโก ภายใต้การนำของ “นางโอเดรย์ อาซูเลย์” ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก ได้ขอพระราชทานถวายการประกาศเชิดชูพระเกียรติ และถวายเหรียญสดุดีพระกรณียกิจ ด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรม และการส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ รวมทั้งการขับเคลื่อนวัฒนธรรม ตลอดจนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในประเทศไทย ณ สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ขณะที่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ถวายรางวัล “WIPO Award for Creative Excellence 2025” เพื่อประกาศเกียรติคุณพระอัจฉริยภาพทางด้านการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่น, งานลิขสิทธิ์ และการนำทรัพย์สินทางปัญญา มาใช้ยกระดับศักยภาพช่างฝีมือในชุมชนท้องถิ่น

การสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานในการอนุรักษ์และฟื้นฟูงานหัตถศิลป์ไทยให้เป็นมรดกคู่แผ่นดิน ถือเป็นพระกรณียกิจที่สำคัญยิ่งของ “สมเด็จเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ในฐานะผู้นำทางวัฒนธรรมรุ่นใหม่