ปตท.ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยC3 ชู‘อังกฤษโมเดล’ดันCCSเครื่องมือลดการปล่อยคาร์บอน
GH News January 19, 2026 10:10 AM

ภาวะโลกร้อนและสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสมดุลของธรรมชาติ และยังก่อให้เกิดความเสี่ยงและภัยพิบัติต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ รวมถึงสิ่งมีชีวิตต่างๆ บนโลก ดังนั้นจึงเกิดความร่วมมือภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) คือกรอบความร่วมมือระดับโลกภายใต้ UNFCCC ที่มีเป้าหมายหลักควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5-2°C และกำหนดให้ประเทศต่างๆ (รวมไทย) ร่วมลดก๊าซเรือนกระจก, ปรับตัว และสนับสนุนการเงิน เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน โดยไทยตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 40% ภายในปี 2030 และมีเป้าหมายระยะยาวมุ่งสู่ Carbon Neutrality ปี 2050 และ Net Zero ปี 2065

จากเป้าหมายดังกล่าวนั้นทำให้ภาครัฐและเอกชนมีการตื่นตัวอย่างมาก โดยล่าสุด กลุ่ม ปตท. จัดงาน “Sustainability Spark by PTT Group 2026: Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต” ซึ่ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Thailand’s New Horizon: ประเทศไทยแข็งแกร่งและยั่งยืนท่ามกลางโลกผันผวนและความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ” ว่าการขับเคลื่อนอนาคตเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยและโลกที่ดีขึ้น จำเป็น​ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน โดย​ปัจจุบันภาครัฐได้วางเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อผลักดันการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2050 ​รวมทั้ง​มีมติเห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการวางกรอบกฎหมายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล แต่จำเป็นต้องรอ​การขับเคลื่อนเพื่อให้นโยบายสามารถประกาศเป็นกฎหมายออกมาบังคับใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐบาลชุดใหม่

กลไกราคาภาคบังคับกระตุ้น

“การ​จะขับเคลื่อนกฎระเบียบต่างๆ ​อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีกลไ​กราคาภาคบังคับมาช่วย เพื่อช่วยในการ​เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม​​ เช่น การมี Carbon Tax หรือ ETS (Emission Trading System) ซึ่งมีการวิจัยและเห็นตัวอย่าง​จากทั่วโลกว่า ประเทศที่นำกลไกราคาภาคบังคับมาใช้จะสามารถลดคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ในยุโรปที่มีกลไกราคา มีการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต (Carbon Caredit Market) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ​ และระดับราคาที่เป็นไปตามกลไกตลาดที่แท้จริง และรายได้จากการดำเนินการเหล่านี้สามารถนำไปจัดตั้งเป็นกองทุน เพื่อช่วยสนับสนุนประชาชน ภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งในการผลิต เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียวได้ รวมทั้งต้องมี นโยบายการเงินสีเขียว ​เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งประเทศไทยได้เริ่มมีการขับเคลื่อนแล้ว ผ่านการขับเคลื่อนนโยบาย Reinvent Thailand

การมีกลไกด้านราคามาบังคับใช้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และต้องสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง เช่น ในกลุ่มพลังงานและขนส่งที่มีสัดส่วน GHG Emission สูงถึง 65% พร้อมทั้ง​เร่งพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage: CCUS) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก และเห็นถึงความมุ่งมั่นของกลุ่ม ปตท.ในการผลักดันเทคโนโลยีนี้ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งต้องมีแรงจูงใจจากภาครัฐ และการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคเอกชน ขณะเดียวกันต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนความยั่งยืนและได้ประโยชน์อย่างแท้จริง เป็นการรวมพลังทุกภาคส่วน ทั้ง Public Private People และ Partnership for Planet (5P) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในประเทศไทย” เอกนิติ กล่าว

ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วย C3

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่ม ปตท. ประกาศเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ผ่านกลยุทธ์ Decarbonization พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยใช้แนวทาง C3 (ซีคิวบ์) เป็นเข็มทิศในการปรับโครงสร้างธุรกิจให้สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ พลังงานสะอาดและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลกคือ Climate-Resilience Business เพื่อปรับพอร์ตธุรกิจให้มีคาร์บอนต่ำลงราว 20%, Carbon Conscious Asset การปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตในโรงงานต่างๆ ทั้งโรงงานอุตสาหกรรมการผลิต โรงงานปิโตรเคมี โรงแยกก๊าซ และโรงกลั่น รวมทั้งการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น โดยเชื่อว่าจะช่วยลดคาร์บอนลงได้ราว 20-30%

และ Co-Creation, and Collective Efforts for All เพื่อผนึกพันธมิตรในการลดคาร์บอนอีกราว 50% ท้ังการใช้กระบวนการทางธรรมชาติ ผ่านโครงการปลูกป่าที่มีเป้าหมาย 2 ล้านไร่ รวมทั้งการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี CCUS ที่มีการลงทุนเพิ่มเติมในโครงการอาทิตย์แซนด์บ็อกซ์ เพื่อนำร่องในการเก็บและต่อยอดคาร์บอนไปใช้ประโยชน์ โดยมีเป้าหมาย 1 ล้านตันต่อปี รวมทั้งโครงการหลักที่ดำเนินการอยู่ในอีสเทิร์นอย่าง CCS Hub ซึ่งเป็นโครงการที่มีศักยภาพสูงในการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ภาคตะวันออกได้ถึงราว 10 ล้านตัน

OR ชู แพลตฟอร์มแห่งโอกาส

หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า OR ใช้จุดแข็งทางธุรกิจทั้งสถานีบริการน้ำมันกว่า 2,400 แห่ง และร้านคาเฟ่ อเมซอน กว่า 4,700 สาขา ที่ครอบคลุมอยู่ทั่วประเทศมาต่อยอดเพื่อสร้างพื้นที่แห่งโอกาส โดยการส่งต่อโอกาสผ่าน “แพลตฟอร์มที่แข็งแกร่ง” สู่ “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” (Platform of Opportunity) และสร้างการเติบโตในการดำเนินธุรกิจ ควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

โดยผ่านเป้าหมายการดำเนินธุรกิจปี 2030 (OR 2030 Goals) ใน 3 มิติหลัก ได้แก่ มิติการสร้างชุมชนน่าอยู่ ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนมากกว่า 17,000 ชุมชน หรือกว่า 12 ล้านชีวิต มิติการเติบโตร่วมกัน ที่มุ่งสร้างอาชีพและกระจายความมั่งคั่งสู่คู่ค้า ผู้ประกอบการขนาดย่อม และชุมชน รวมมากกว่า 1,000,000 ราย และมิติการสร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากกว่า 1/3 เมื่อเทียบกับปี 2022 พร้อมมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon Emission) ภายในปี 2050 เพื่อมุ่งสู่การเป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาสอย่างแท้จริง

“ความยั่งยืนไม่ใช่สิ่งที่ทำเพิ่มจากธุรกิจ แต่เป็นสิ่งที่เราฝังอยู่ในวิธีคิดและการดำเนินงานของ OR เรามุ่งสร้าง Ecosystem ที่ทุกคนสามารถเติบโตไปพร้อมกัน ทั้งพนักงาน คู่ค้า ชุมชน และสังคม เพื่อให้เกิดการขยายผลของความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง” หม่อมหลวงปีกทอง กล่าว

ปรับตัวสู่เป้าหมาย Net zero

ขณะที่ ปตท.สผ.ลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) ในโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ ด้วยงบประมาณในระยะเวลา 5 ปี 10,000 ล้านบาท  เพื่อนำร่อง CCS แห่งแรกในไทย คาดจะเริ่มอัดคาร์บอนกลับลงชั้นกักเก็บได้ภายในปี 2571 ช่วยลดความเสี่ยงด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน และสนับสนุนเป้าหมาย Net zero  ของประเทศ รวมถึงยังร่วมกับกรมเชื้อเพลิงสนับสนุนการวิจัย CCS ด้านกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีนั้น ได้มีการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการปล่อยคาร์บอน ส่วนกลุ่มไฟฟ้า เพิ่มกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น รวมถึงศึกษาเทคโนโลยีเพื่อการลดการปล่อยคาร์บอน

CCS เป็นเครื่องมือลดการปล่อยคาร์บอน

Mr. Chris Thackeray Director and Global CCS Lead Baringa (Ex-Deputy Director, CCUS, DESNZ) ระบุว่า CCS เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมที่พลังงานคาร์บอนต่ำเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ได้ เราดักจับ CO₂ จากโรงงานอุตสาหกรรมโดยใช้เทคโนโลยีที่มีใช้งานมานานหลายทศวรรษแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจากภาคพลังงาน ปูนซีเมนต์ เหล็ก เคมีภัณฑ์ หรือจากแหล่งชีวภาพ เช่น ของเสียและชีวมวล รวมถึงการดักจับจากอากาศโดยตรง

ยกตัวอย่าง สหราชอาณาจักรมีศักยภาพด้านแหล่งกักเก็บ CO₂ จำนวนมาก คาดมีศักยภาพในการกักเก็บทางธรณีวิทยาประมาณ 78,000 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอต่อการปล่อยของสหราชอาณาจักรกว่า 200 ปี ซึ่งสหราชอาณาจักรได้พัฒนารูปแบบธุรกิจ มาตรการตลาด และสัญญาต่างๆ สำหรับทั้งการดักจับและการขนส่ง-กักเก็บคาร์บอน โมเดลเหล่านี้ช่วยให้โครงการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ โดยรัฐเข้ามารับความเสี่ยงในห่วงโซ่มูลค่าที่ซับซ้อนของ CCS ซึ่งปัจจุบันมีการลงทุนแล้ว 5 โครงการ ได้แก่ เครือข่ายขนส่งและกักเก็บขนาดใหญ่ 2 แห่ง บริเวณชายฝั่งตะวันออกและตะวันตกของสหราชอาณาจักร (เช่น Teesside) โครงการดักจับอีก 3 โครงการ และคาดว่าจะมีเพิ่มอีก 3-5 โครงการภายใน 12-18 เดือนข้างหน้า ทั้งหมดนี้อยู่บนพื้นฐานของเงินสนับสนุนจากภาครัฐประมาณ 21,000 ล้านปอนด์ (ราว 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

สำหรับประเทศไทย มองว่านี่คือโอกาสระดับโลก เพราะประเทศไทยมีทั้งทรัพยากร ความสามารถ และศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรม CCS และการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม ไม่เพียงเพื่อการลดการปล่อยภายในประเทศ แต่ยังสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้ให้บริการด้านการกักเก็บคาร์บอนในระดับภูมิภาคได้ และบทเรียนจากสหราชอาณาจักรเป็นแนวทางที่มีประโยชน์ แต่ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ต้องลอกเลียนทั้งหมด สิ่งสำคัญคือสัญญาณนโยบายระยะยาวที่ชัดเจน มาตรการเฉพาะด้านต้นทุน และการบริหารความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่มูลค่า. 

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.