“หมอโบ” พญ.สัสยา คงสกุล เล่าประสบการณ์การเป็น “ไกด์รันเนอร์” พานักวิ่งพิการสายตา “เอ๋” อนุพงศ์ สายสิทธิ์ พิชิตการแข่งขัน “จอมบึง มาราธอน” ระยะฟูลมาราธอน 42.195 กม. เป็นปีที่ 2 ติดกัน
ปีที่แล้ว ก็มีภาพประทับใจ “หมอโบ” วิ่งพา “เอ๋-อนุพงศ์” วิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 5.28 ชั่วโมง ซึ่งปีนี้จากการจัดเมื่อ 18 ม.ค.69 ทั้งคู่ก็ลงสนาม วิ่งคู่กันอีกครั้ง
“หมอโบ” ที่มีผลงานและสถิติการวิ่งที่ดีอยู่แล้ว ได้โพสต์ใจความว่า พี่เอ๋ ตั้งเป้าหมาย ทำเวลาดีกว่าเดิม ก่อนวันแข่ง ไปซ้อมกัน พี่เอ๋ ลองวิ่งเพซแข่ง ทั้งแบบใส่รองเท้า และไม่ใส่รองเท้า ที่เคยวิ่งในรายการนี้หลายครั้ง ก่อนที่ พี่เอ๋ ตัดสินใจวิ่งเท้าเปล่า แต่หนนี้มีปัญหาที่ ถนนคอนกรีตที่แข็ง ผิวไม่เรียบ และหินเล็กๆ แหลมคมที่กระจายบนพื้นถนน ทางโค้งที่เอียงยาว บางช่วงที่เป็นพื้นดินและหินกรวด และอากาศที่ร้อนอบอ้าวตั้งแต่ออกตัว กลายเป็นบททดสอบที่สาหัสมาก
ช่วงครึ่งหลัง พี่เอ๋ เริ่มมีปัญหาการบาดเจ็บ ตุ่มน้ำพองเริ่มแตก มีเลือดซึมที่ฝ่าเท้า เป็นแผล มีตุ่มน้ำที่มีเลือดออกและบวมจนไกด์เองยังมองเห็นได้ชัดระหว่างวิ่ง ตะคริวเริ่มมาเยือนเพราะการเกร็งเท้าที่ผิดปกติจากการบาดเจ็บ ตนเองคิดอยู่เหมือนกันว่า อยากให้ พี่เอ๋ หยุด อยากให้เข้าเต็นท์พยาบาล แล้วค่อยว่ากัน แต่เมื่อถามไป พี่เอ๋ ตอบด้วยเสียงและสีหน้าของนักสู้ “ไม่มีประโยชน์ที่จะเข้าเต็นท์พยาบาล” พี่เอ๋ ต้องการวิ่งเข้าเส้นชัย และทำให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้เท่านั้น
จน 2 กิโลเมตรสุดท้าย แม้ว่าอาการบาดเจ็บจะหนักมาก แดดร้อน จน หมอโบ ก็เริ่มล้า แต่ พี่เอ๋ ฮึดสู้ ใช้ความพยายามเฮือกสุดท้าย บอก หมอโบ ว่าขอวิ่งให้เร็วที่สุด รวดเดียวไม่หยุดจนเข้าเส้นชัย แล้วค่อยพาเข้าเต็นท์พยาบาล ก่อนที่ทั้งคู่วิ่งสับไม่หยุด เข้าเส้นชัยที่เวลา 6 ชม. แม้จะไม่ใช่ New PB ตามที่ตั้งใจ แต่นี่คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ หมอโบ เคยเห็นมา
หมอโบ ระบุด้วยว่า กับคำถามการเป็น ไกด์รันเนอร์ ต้องทำอย่างไร คำตอบคือ ต้องละทิ้ง Ego ตัวเอง ไม่ได้วิ่งเพื่อสถิติของตัวเอง แต่เพื่อเป้าหมายของนักกีฬา, ต้องตัดสินใจบนเส้นขนานของ ‘ความปลอดภัย’ และ ‘ความตั้งใจ’ เมื่อนักกีฬาบาดเจ็บ ต้องให้ทางเลือกและช่วยในการตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ นี่คือเรื่องยากที่สุด ต้องประเมินอย่างหนักว่าสิ่งนี้อันตรายถึงชีวิต หรือมีความร้ายแรงหรือไม่, ต้องเป็นพลังงานบวก เช่น กิโลเมตรที่ 40 ที่นักกีฬาสั่งให้ตัวเองวิ่งเร็วที่สุดทั้งที่เจ็บและอ่อนล้ามาก ก็ต้องเป็นคนที่ส่งเสียงเชียร์และวิ่งไปข้างๆ ด้วยหัวใจที่เกินร้อย
“การเป็น Guide Runner ครั้งนี้สอนโบว่า… หน้าที่ของเราไม่ใช่แค่การนำทาง แต่มันคือการ ‘ประคองความฝัน’ ของคนข้างๆ ตราบใดที่เขายังไม่ถอดใจ หน้าที่ของเราคือต้องแข็งแกร่งกว่า เพื่อเป็นหลักยึดให้เขาเดินต่อไปได้จนสุดทาง ขอบคุณพี่เอ๋ที่สอนให้รู้ว่า… ร่างกายอาจมีขีดจำกัด แต่หัวใจไม่มีคำว่าแพ้” หมอโบ ทิ้งท้าย.
อ่านโพสต์ทั้งหมดที่ https://www.facebook.com/share/p/1FyPLiUwDR/
ขอบคุณเฟซบุ๊ก Sussaya Bobo