เยอรมนี เผชิญอุปสรรคใหญ่ในการรับสมัครทหาร
หลังกลุ่มคนรุ่น Z ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างหนัก ต่อระบบเกณฑ์ทหาร
(19 ม.ค.69) สื่อต่างประเทศ รายงานว่า เยอรมนีกำลังประสบปัญหาการรับสมัครทหาร เนื่องจากคนรุ่น Z มีทัศนคติไม่เชื่อมั่นต่อการเกณฑ์ทหาร แม้เยอรมนีจะยกเลิกการเกณฑ์ทหารไปตั้งแต่ปี 2011 แต่ขณะนี้รัฐบาลกำลังพิจารณานำระบบดังกล่าวกลับมาใช้อีกครั้ง ท่ามกลางความพยายามเร่งเสริมสร้างกำลังทหาร เพื่อเตรียมรับมือความเป็นไปได้ของการรุกรานจากรัสเซีย ภายหลังการปะทุของสงครามในยูเครน
ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 18 ระบุว่า เยอรมนีได้นำระบบการรับราชการทหารรูปแบบใหม่มาใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 โดยยังคงโครงสร้างของการสมัครใจเป็นหลัก แต่เปิดช่องให้สามารถบังคับเกณฑ์ทหารได้ หากจำนวนผู้สมัครไม่เพียงพอ
ภายใต้นโยบายดังกล่าว ตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป ทางการเยอรมนีได้เริ่มส่งแบบสอบถามไปยังชายและหญิงราว 700,000 คน ที่เกิดในปี 2008 เพื่อสอบถามเกี่ยวกับสภาพร่างกายและความเต็มใจในการเข้ารับราชการทหาร อย่างไรก็ตาม ภาระผูกพันในการตอบแบบสอบถามบังคับใช้เฉพาะกับผู้ชายเท่านั้น ซึ่งต้องเข้ารับการตรวจร่างกายไม่ว่าจะแสดงความประสงค์เข้ารับราชการหรือไม่ก็ตาม

หลังมีข่าวเกี่ยวกับระบบใหม่นี้ นักเรียนวัยรุ่นหลายหมื่นคนได้ออกมาชุมนุมประท้วงตามท้องถนน โดยผู้ประท้วงตะโกนตั้งคำถามว่า
“ทำไมเราต้องเสียสละตัวเองเพื่อประเทศที่ใช้งบประมาณแผ่นดินถึงหนึ่งในสี่ไปกับเงินบำนาญผู้สูงอายุ?”
นักเรียนชายวัย 16 ปีรายหนึ่งกล่าวว่า “ผมยอมอยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซียดีกว่าเสี่ยงชีวิตในสมรภูมิรบ”
ขณะที่นักเรียนวัย 17 ปีอีกรายระบุว่า “หากเกิดสงครามขึ้น ผมจะออกจากเยอรมนีไปอยู่กับปู่ย่าตายายที่ต่างประเทศ”
สื่อต่างประเทศ ตั้งข้อสังเกตว่า กระแสต่อต้านดังกล่าวมีรากฐานจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ โดยคนหนุ่มสาวซึ่งต้องเผชิญกับโอกาสการจ้างงานที่ไม่แน่นอนและค่าครองชีพที่สูง ต่างรู้สึกไม่พอใจและมองว่าการเกณฑ์ทหารเป็นการเรียกร้องให้ “เสียสละเพื่อคนรุ่นเก่า” ซึ่งแตกต่างจากขบวนการสันติภาพในเยอรมนีช่วงทศวรรษ 1970–1980 ที่ได้รับอิทธิพลจากสงครามเวียดนาม สงครามเย็น และความหวาดกลัวต่อสงครามนิวเคลียร์ในยุโรป
ขณะเดียวกัน คนหนุ่มสาววัย 20 ต้นๆ จำนวนหนึ่งแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อท่าทีของเยาวชนรุ่นใหม่ ไซมอน เดรสเลอร์ วัย 26 ปี อินฟลูเอนเซอร์และผู้จัดรายการพอดแคสต์ในเยอรมนี กล่าวว่า แม้จะเข้าใจว่ามีบางช่วงเวลาที่ความรุนแรงจำเป็นต่อการปกป้องเสรีภาพทางการเมือง แต่ในปัจจุบัน “แม้แต่คนที่มีพื้นฐานชีวิตค่อนข้างดีก็แทบไม่มีความหวังจะเป็นเจ้าของบ้านของตัวเอง” พร้อมตั้งคำถามว่า “ในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลกลับเรียกร้องให้เข้ารับราชการทหารเพื่อปกป้องประชาธิปไตย แล้วเราควรต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของใครกัน?”
ด้านเบเนดิกต์ ซาเชอร์ วัย 25 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นในทิศทางเดียวกันว่า “ในระบอบประชาธิปไตย หากคุณทำอะไรเพื่อประเทศชาติ คุณควรได้รับสิ่งตอบแทน” แต่เขาระบุว่า นักศึกษาจำนวนมากรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้รับอะไรจากรัฐ ส่งผลให้ทัศนคติของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป ซึ่งเขามองว่าเป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้
ท่ามกลางกระแสต่อต้านดังกล่าว รัฐบาลเยอรมนีตระหนักถึงความไม่พอใจของคนรุ่น Z และได้ออกมาตรการจูงใจเพื่อดึงดูดผู้สมัคร ภายใต้ระบบใหม่ ผู้เข้ารับราชการทหารจะได้รับเงินเดือนสูงสุดถึง 3,144 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 932 ดอลลาร์จากเดิม รวมถึงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในการทำใบขับขี่ ซึ่งในเยอรมนีมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า 4,500 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวกลับสร้างความไม่พอใจในหมู่เจ้าหน้าที่ประจำการรุ่นเยาว์ เนื่องจากผู้สมัครวัยรุ่นบางรายอาจได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าทหารประจำการ
ในบริบทนี้ เยอรมนีจึงตั้งเป้าหมายระยะสั้นอย่างระมัดระวัง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุในจดหมายถึงรัฐสภา ว่า เป้าหมายในปีนี้คือการรับสมัครทหารใหม่จำนวน 20,000 นาย ขณะที่กระทรวงกลาโหมตั้งเป้าเพิ่มกำลังพลประจำการจาก 184,000 นายในปัจจุบัน เป็น 260,000 นายภายในปี 2035 ซึ่งจะต้องรับสมัครทหารใหม่ปีละ 60,000–70,000 นาย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว