ระเบียบโลกที่ถูกตีตราด้วยป้ายราคา ‘American First’ ในยุคทรัมป์ 2.0
นับตั้งแต่การขึ้นมาดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2025 หลังพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2024 รัฐบาลภายใต้การปกครองของทรัมป์ได้ออกนโยบายและกฎหมายต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศในทุกมิติ ที่สอดคล้องกับสโลแกน “Make America Great Again” อย่างไรก็ดี การแสดงออก รวมทั้งแนวคิดอันแปลกประหลาดและบ้าระห่ำของทรัมป์ ทำให้ภาพลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาต่อมุมมองของนานาชาติเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ผลงานอันเลื่องชื่อของทรัมป์ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาทำให้ผู้คนพากันตั้งคำถามว่า การปรับเปลี่ยนนโยบายต่างๆ มีจุดประสงค์เพื่อผลประโยชน์ต่อประเทศ หรือเพื่ออำนาจของประธานาธิบดีกันแน่
ปี 2025 การมาของทรัมป์ พร้อมกับนโยบาย “American First” ของเขาได้สร้างความโกลาหลให้กับหลายประเทศทั่วโลก ผ่านการประกาศสงครามการค้าด้วยการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าที่รุนแรง โดยเป้าหมายหลักในช่วงต้นปีของเขาคือประเทศเพื่อนบ้านอย่าง แคนาดา แม็กซิโก และประเทศคู่แข่งตลอดกาลอย่าง จีน ทรัมป์เริ่มต้นปีอย่างยิ่งใหญ่ผ่านการเปิดฉากกดดันเพื่อนบ้าน ด้วยการประกาศ “ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ” ซึ่งเขาอ้างเรื่องยาเสพติดและการอพยพเข้าเมืองที่ผิดกฎหมาย โดยสั่งเก็บภาษีนำเข้าจากแม็กซิโกและแคนาดาร้อยละ 25 ทั้งยังก่อสงครามการค้ากับจีนอย่างดุเดือด โดยทรัมป์เพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็นร้อยละ 20 ก่อนจะเพิ่มสูงขึ้นไปจนถึงระดับที่น่าตกใจในสินค้าบางรายการ โดยสินค้าบางชนิดถูกเพิ่มอัตราภาษีสูงถึง 145% ทำให้ฝ่ายจีนตอบโต้มาตรการดังกล่าวอย่างรุนแรงด้วยภาษีสินค้าเกษตรและมาตราการควบคุมการส่งออก
ในวัน “Liberation Day” เดือนเมษายน 2025 ทรัมป์ได้พลิกโฉมการค้าโลกให้อยู่ในความผันผวน จากการที่เขาปรับนโยบายเรียกภาษีพื้นฐานร้อยละ 10 จากเกือบทุกประเทศทั่วโลก การใช้ภาษีของทรัมป์ดังกล่าวถูกหลายฝั่งมองว่าไม่ได้ทำเพื่อเศรษฐกิจของสหรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และการแก้แค้นส่วนตัวของเขาด้วยในบางกรณี การใช้นโยบายภาษีเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือเครื่องมือสร้างผลประโยชน์ให้ตัวเอง ส่งผลให้หลายประเทศต้องรับมือกับความผันผวนของภาษีที่มีการเพิ่มหรือลดอย่างรวดเร็วและคาดเดาไม่ได้ แม้ช่วงปลายปีจะมีข้อตกลงพักรบชั่วคราวกับบางคู่ค้า เช่น จีน และไต้หวัน แต่ในภาพรวมของปี 2025 ทรัมป์ได้สร้างความปั่นป่วนต่อตลาดการค้าโลก และแทบจะเป็นการปิดฉากยุคการค้าเสรีที่ดำเนินมานานหลายทศวรรษ พร้อมทั้งแทนที่ด้วยยุคที่มหาอำนาจใช้นโยบายภาษีกดดันประเทศต่างๆ เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ให้ตัวเองแทน
ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา นอกเหนือจากการก่อสงครามการค้าของทรัมป์ต่อหลายประเทศทั่วโลก เรายังได้เห็นบทบาทของทรัมป์ในฐานะ “ผู้ไกล่เกลี่ย” ทว่าภายใต้ภาพลักษณ์ของสันติภาพที่กำลังแสดงออกผ่านการพยายามเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพให้กับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่นั้น กลับแฝงไปด้วยความจริงที่โหดร้าย เพราะการกระทำของทรัมป์ไม่ใช่การทูตเพื่อหาทางออกที่ยุติธรรม หากแต่เป็นการใช้ความเป็นมหาอำนาจของโลกข่มขู่ประเทศที่ด้อยกว่าตนให้ยอมรับเพียงเงื่อนไขที่เสียเปรียบเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการบีบให้ยูเครนยอมเสียดินแดนบางส่วนเพื่อแลกกับสันติภาพในสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน หรือกรณีของความขัดแย้งแถบตะวันออกกลาง ที่ทรัมป์พยายามวางตัวเป็นคนกลางอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ และ อิสราเอล-อิหร่าน ซึ่งทรัมป์ไม่ได้วางตัวเป็นกลางอย่างแท้จริง แต่กลับใช้กำลังเพื่อเข้าแทรกแซงและกดดันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้ยอมสยบ อาทิ การตัดสินใจสั่งโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ในอิหร่าน ซึ่งเป็นการใช้อำนาจบีบให้อิหร่านจำเป็นต้องยุติการดำเนินการของพวกเขาตามความต้องการของอิสราเอล การกระทำดังกล่าวไม่ใช่การไกล่เกลี่ยในรูปแบบทั่วไป หากแต่เป็นการใช้สันติภาพในรูปแบบ “กดทับ” เพื่อให้ประเทศที่ด้อยกว่าต้องยอมสยบ สันติภาพที่ทรัมป์สร้างขึ้นถูกตั้งข้อสงสัยว่าจะเป็นสันติภาพที่ยั่งยืนมากแค่ไหน
นอกเหนือจากนี้ ความผันผวนดังกล่าวลามมาถึงประเทศในภูมิภาคอาเซียน ในกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่ทรัมป์พยายามใช้ “กำแพงภาษี” บีบให้ทั้งสองประเทศเร่งหาข้อตกลงยุติความขัดแย้งเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ภาพเหล่านี้สะท้อนถึงสันติภาพในยุคของทรัมป์ได้เป็นอย่างดีว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นบนความยุติธรรม หากแต่มาจากคำกดดันและคำขู่ สุดท้ายผู้ที่ควบคุมความยุติธรรมคือประเทศที่ใหญ่กว่า และผู้ที่ต้องรับผลเหล่านั้นคือประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจต่อรอง
อีกหนึ่งนโยบายอันโดดเด่นของรัฐบาลทรัมป์ ได้แก่ นโยบายผู้ลี้ภัยที่สหรัฐตัดสินใจกวาดล้างครั้งใหญ่ โดยให้เหตุผลว่า ในช่วงที่ผ่านมามีผู้ลี้ภัยเข้ามาในสหรัฐอย่างผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของพลเมืองสหรัฐและต่อประเทศ ฉะนั้นการปราบปรามผู้ลี้ภัยจึงเป็นหนึ่งในนโยบายที่ทรัมป์ตั้งใจจะดำเนินการทันทีที่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 โดยการปรับเปลี่ยนนโยบายในครั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐได้เพิ่มมาตรการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองและการกักกันตัวผู้อพยพที่เข้มข้นขึ้น โดยผู้ลี้ภัยที่ถูกมองว่าเป็นปรปักษ์จะต้องถูกนำตัวขึ้นศาล ถูกกักกันตัวในศูนย์กักกันคนเข้าเมือง หรือถูกเนรเทศออกจากสหรัฐ แม้ว่าจะเคยได้รับบัตรผู้อาศัยถาวร หรือกรีนการ์ด มาก่อนแล้วก็ตาม กระทรวงความมั่นคงสหรัฐเปิดเผยว่า มีผู้ลี้ภัยอย่างผิดกฎหมายประมาณ 3 ล้านคน ถูกเนรเทศออกจากสหรัฐภายในระยะเวลา 1 ปีของการดำรงตำแหน่งของทรัมป์
นอกจากนโยบายผู้ลี้ภัย รัฐบาลทรัมป์ยังได้ระงับการดำเนินการวีซ่าผู้อพยพไปแล้วกว่า 75 ประเทศอย่างไม่มีกำหนด โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศล่าสุดที่ถูกระงับวีซ่าผู้อพยพเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มมาตราการการขอวีซ่าให้มีความเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงการตรวจสอบโซเชียลมีเดียก่อนการอนุมัติวีซ่าอีกด้วย ทั้งนี้ ทั้งสองนโยบายนี้มีเสียงแตกออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งที่เห็นด้วยส่วนใหญ่คือชาวอเมริกันที่มองว่า นโยบายดังกล่าวจะทำให้ประเทศมีความปลอดภัยมากขึ้น ขณะที่อีกฝั่งมองว่า การกวาดล้างของเจ้าหน้าที่มีความรุนแรงและโหดร้ายเกินไป โดยเห็นได้จากการที่มีพลเมืองชาวอเมริกันออกมาประท้วงขับไล่เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐที่เข้ามาจับกุมผู้ลี้ภัยตามรัฐต่างๆ
สหรัฐมักได้รับการขนานนามว่าเป็นแกนกลักของความมั่นคงโลก อย่างไรก็ดี ภายใน 1 ปีที่ทรัมป์กุมอำนาจไว้ในมือในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐ ทรัมป์ดำเนินการหลายๆ อย่างที่ทำให้โลกสั่นคลอนมากกว่าสร้างความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นการยิงเรือบรรทุกน้ำมันและเรือที่อ้างว่าเป็นเรือขนยาเสพติดของเวเนซุเอลาในน่านน้ำทะเลแคริบเบียน อีกทั้งยังโจมตีกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา ก่อนจะจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และภรรยา เพื่อพาตัวออกนอกประเทศ สร้างความสั่นสะเทือนต้อนรับปีใหม่ 2026 จนผู้นำหลายๆ ประเทศต่างออกมาประณามการกระทำอันไร้ยางอายดังกล่าว ต่อมา ทรัมป์ยังได้ออกมาส่งสัญญาณว่าจะยึดเกาะกรีนแลนด์มาจากเดนมาร์ก ด้วยเหตุผลเพื่อความมั่นคงของสหรัฐ และมองว่าเดนมาร์กไม่มีศักยภาพมากพอที่จะปกป้องกรีนแลนด์จากประเทศมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีน เพราะมีเพียงสหรัฐเท่านั้นที่สามารถปกป้องและคุ้มครองกรีนแลนด์ได้ดีกว่า
สหรัฐของทรัมป์ยังเขย่าโลกอย่างต่อเนื่อง ด้วยการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกขององค์กรระดับโลก 66 องค์กร ซึ่งรวมไปถึงองค์กรในสังกัดสหประชาชาติถึง 32 องค์กร โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะวิสัยทัศน์ขององค์กรขัดต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ ผลกระทบจากการถอนตัวในครั้งนี้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของโลก ออกมาแสดงความกังวลต่อสิ่งที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนี้ อาทิเช่น กรณีที่สหรัฐถอนตัวจากองค์การอนามัยโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพลเมืองอเมริกันที่จะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโรคระบาดได้อีก อีกทั้งยังส่งผลต่อเรื่องงบประมาณ ที่ก่อนหน้านี้สหรัฐเป็นผู้ให้ทุนรายใหญ่ที่สุด การหายไปของเงินทุนดังกล่าวจึงส่งผลให้ต้องระดมทุนมากขึ้น และหากเงินทุนน้อยลงอาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรต่างๆ ที่จะนำมาใช้ในการทำงานขององค์กรอีกด้วย การตัดสินใจอันอุกอาจโดยไม่คิดถึงผลกระทบที่ตามมา ตอกย้ำว่า “Make America Great Again” เป็นเพียงลมปากที่ไม่คำนึงถึงภาพลักษณ์ของสหรัฐในสายตาโลกแต่อย่างใด
365 วันที่ผ่านมาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทเรียนที่โลกจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับผู้นำที่เราไม่สามารถคาดเดาได้อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งในเรื่องการตั้งกำแพงภาษีที่สูงลิ่ว สันติภาพที่ได้มาจากการกดทับ นโยบายผู้อพยพและวีซ่าที่สร้างความเดือดร้อนให้กับหลายประเทศทั่วโลก
สิ่งที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาใน 1 ปีแรกของทรัมป์ ทำให้ทุกฝ่ายต้องจับตามอต่อไปว่า เขาจะทำอะไรที่เขย่าโลกออกมาให้เราได้เห็นกันในอนาคตอีกหรือไม่







