น้าเน็ก เปิดใจผ่านการหย่าร้าง-มีลูก 2 คน เผยไม่เคยหลบซ่อน แค่ไม่อยากให้ต้องแบกรับชื่อเสียงพ่อ
หลังจากที่มีกระแสข่าวของ น้าเน็ก เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา โดนโยงชื่อ เป็นพิธีกรดังมีลูกเมียแล้ว เปย์เมียน้อยปีละล้าน ล่าสุดเพจ Lesson B ได้เปิดบทสัมภาษณ์ของน้าเน็กที่ได้ให้สัมภาษณ์กับ โตโต้ คมกฤช พิธีกรในรายการ LifeLesson บทเรียนเปลี่ยนชีวิต ที่ได้ตัดบางส่วนบางตอนของการสนทนา ในอีพีเต็มที่ตั้งใจจะลงเดือนมีนาคม แต่หลังจากมีกระแสข่าวออกมา จึงตัดสินใจนำบางส่วนในบทสัมภาษณ์มาลง เพื่อจะทำให้หลายคนได้เข้าใจบางส่วนบางตอนของชีวิตของน้าเน็ก
เรื่องลูกคิดยังไง?
“ผมไม่ลงรายละเอียดแล้วกัน ว่าจะอธิบายเหตุผลว่าเพราะอะไร ที่จริงผมมีลูกแล้วนะครับ แล้วผมยังไม่พูดที่ไหนอย่างจริงจัง เหตุผลก็คือผมไม่อยากให้ใครไปยุ่งกับลูกผม และผมก็ไม่อยากให้เขาต้องเติบโตมาและถูกติดป้ายว่าลูกน้าเน็ก เพราะถ้าเขาทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ด้วยตัวเขา เขาจะเป็นแค่ลูกน้าเน็ก แต่ถ้าเกิดเขาผิดพลาดเขาจะโดนกระทืบหนัก เพราะอุตสาห์เป็นลูกน้าเน็ก ผมไม่อยากให้เขามาแบกภาระโดยการที่เขาเป็นลูกใคร ผมก็ดูแลเขามาอย่างดี และก็โอเค ผมหย่าร้าง และก็เมื่อ 18 มกราคม ผมไปงานรับปริญญาตรีลูกผม ผมก็เข้าใจความรู้สึกของพ่อแม่ที่เห็นลูกเรียนจบ นั่นคือลูกคนเล็ก ผมมีลูก 2 คน ซึ่งคนรอบข้างใกล้ชิดผม เพื่อนลูกที่โรงเรียนตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัยก็รู้ว่าเป็นลูกผม ผมไม่ได้หลบซ่อน ปิดบัง แต่ผมไม่ได้เอาลูกมาแห่ออกสื่อ แล้วก็ชี้ชัดๆ ว่าคือลูกผม ผมไม่อยากให้ใครตีตราว่าเป็นลูกใคร เพราะลูกคนมีชื่อเสียง ทุกคนแบกกับการมีชื่อเสียงของพ่อเท่านั้นเอง คนก็พยายามจะไปตัดสินอีกว่า เป็นลูกคนดังจะต้องรับหน้าที่นี้ ผมไม่เชื่อหลักนี้ ผมมีความรู้สึกว่ามันแยกกันได้ ข้อดีของการเป็นลูกผมก็คือทำให้ผมมีเงินส่งเสียเลี้ยงดูเขาเหรอ? ซึ่งไม่ต้องเป็นลูกผมก็ได้ ลูกใครก็สามารถเลี้ยงได้ แต่เขาไม่มีความจำเป็นจะต้องมาแบกภาระ ผมย้ำอีกครั้ง ถ้าเขาดีเขาก็เป็นแค่ลูกน้าเน็ก แต่ถ้าเขาไม่ดี เขาก็อุตสาห์เป็นลูกน้าเน็ก ผมมีความรู้สึกว่าเขาต้องมีชีวิตของเขาเอง ซึ่งทั้งคู่ขอบคุณผม เขาเข้าใจ เขาไปฝึกงาน ไปไหน ทำอะไร เขาชอบในการไม่ต้องปูพรม ไม่ต้องมีอภิสิทธิ์ เขาได้รับการเรียกชื่อด้วยชื่อเขา เขาไม่ได้ถูกพูดถึงว่าลูกน้าเน็ก

ผมเลี้ยงเขาเหมือนที่ผมได้รับการเลี้ยงมา อะไรก็ได้เริ่มต้นจากเขา ขอให้เขาเป็นเขาในแบบที่เขาป็นจริงๆ ถ้าเขารู้สึกว่าเขาไม่เสียผมไม่ซ่อม ถ้าเขาไม่ได้ต้องการคำสั่งสอนผมไม่สอน เขาต้องการคำแนะนำเขาจะรู้ว่ามีผมอยู่เสมอ เอาลูกเป็นศูนย์กลาง และก็อยากเรียนอะไรอยากทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น
เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในวันที่ผมไปงานรับปริญญาของเขา เวลาผมมองไปที่เพื่อนเขาก็เป็นเด็กอายุ 20 ต้น-20กลางๆ ซึ่งในบริษัทผมมีพนักงานอายุประมาณเท่าลูกผมทำงานแล้ว แต่เวลาที่เรามองไปลูกของเรา เขายังดูเป็นเด็กอยู่เสมอเลย และผมก็บอกเขาไม่ใช่ในเชิงตัดสินแต่เป็นความรู้สึก ในสายตาของป๊าหนูยังเป็นเด็ก 5 ขวบอยู่วันยังค่ำ อยากอุ้มเล่น และผมก็ปฏิบัติต่อเขาเหมือนเด็ก 5 ขวบอยู่ตลอดเวลาเลย แล้วก็ผมก็ชอบความรู้สึกนั้นมากๆ แล้วก็ลูกก็ชอบความรู้สึกนั้นมากๆ หลายครั้งที่คนยังไม่รู้ว่าผมมีลูกแล้ว เวลาผมตอบปัญหาในคอนเทนต์ของผม มันก็มีคอมเมนต์ว่า “ไปมีลูกก่อน มาทำเป็นรู้ดี” ผมก็ไม่ตอบโต้ เพราะผมรู้สึกว่า เวลาใครที่วิพากษ์วิจารณ์เรา โดยไม่รู้จักเราจริงๆ นอกจากจะสะเหล่อแล้วดูน่าขบขัน ต้องเสียเวลา ต้องอธิบาย แต่ผมรู้สึกว่าในกาลเทศะที่ได้คุยกับโตโต้ ผมก็อยากเล่าให้ฟัง ซึ่งที่ผ่านมาผมไม่ได้โกหกแต่ผมแค่ไม่บอกเท่านั้นเอง ด้วยเหตุผลที่ว่า ผมไม่รู้พูดไปวันนี้จะทำให้มันเกิดความสนใจ ต้องไปสืบไปเสาะอะไรหรือเปล่า ซึ่งก็ไม่ได้ยากอะไรเลย เพราะที่ผ่านมาผมก็ไม่ได้ซุกซ่อน แล้วก็ไปในที่สาธารณะตลอดเวลา อย่างน้อยๆ ก็ล่าสุดทั้งมหาวิทยาลัยผมก็เดินจูงลูกผม หรือบางทีด้วยความที่ลูกโตกันหมดแล้วบางทีก็ไปดื่มไปดริ้งค์กัน มันก็มีบางสายตานึกว่าผมพาเด็กมา สายตาของคุณนอกจากเป็นความสะเหล่อก็ดูน่าขบขัน เพราะคุณไม่ได้รู้จักผมจริงๆ ซึ่งผมไม่แคร์”







