รู้จัก ไข้หัดสุนัข โศกนาฏกรรมสัตว์ป่า เมื่อไวรัสสุนัข ข้ามสายพันธุ์บวกการติดเชื้อแทรกซ้อน ทำลายปอดเสือโคร่งอย่างรุนแรง
จากเหตุการณ์สูญเสียครั้งใหญ่เกิดขึ้นในวงการสัตว์ป่าของไทย เมื่อสำนักงานปศุสัตว์เขต 5 รายงานสถานการณ์ เสือเชียงใหม่ ตายอย่างต่อเนื่องรวม 72 ตัว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสถานประกอบกิจการสวนสัตว์ของบริษัทคุ้มเสือตระการฯ ระหว่างวันที่ 8-18 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่พบเสือตายที่สาขาแม่ริมจำนวน 21 ตัว และสาขาแม่แตงจำนวน 51 ตัว
ทีมสัตวแพทย์ลงพื้นที่ตรวจสอบสาเหตุอย่างเร่งด่วน ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันชัดเจนว่า เสือเหล่านี้ไม่ได้ติดเชื้อไข้หวัดนก หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ (AIV) แต่สัตวแพทย์พบเชื้อไวรัส ไข้หัดสุนัข (Canine distemper virus: CDV) และพบเชื้อแบคทีเรียไมโคพลาสมา (Mycoplasma) ร่วมด้วย นอกจากนี้ หน่วยงานรัฐยังระบุว่าเห็บ หมัด และแมลงวันคอก อาจเป็นพาหะและปัจจัยร่วม การติดเชื้อร่วมกันหลายชนิดส่งผลให้เสือเกิดภาวะปอดอักเสบรุนแรง มีอาการแทรกซ้อน และตายในที่สุด
ทำความรู้จักความรุนแรงของโรค ไข้หัดสุนัขแม้ชื่อโรคจะระบุถึงสุนัข แต่เชื้อไวรัส ไข้หัดสุนัข สามารถติดต่อและสร้างความเสียหายในกลุ่มสัตว์กินเนื้อได้หลายชนิด ไวรัสชนิดนี้จะเข้าไปกดภูมิคุ้มกันของสัตว์ มันเปิดทางให้เชื้อโรคอื่นแทรกซ้อนเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น สัตว์ที่รับเชื้อจะแสดงอาการป่วยในหลายระบบของร่างกาย
อาการเบื้องต้น สัตว์จะซึม มีไข้ เบื่ออาหาร มีน้ำมูกและขี้ตาข้นเหนียว จากนั้นเชื้อจะลามเข้าระบบทางเดินหายใจ ทำให้สัตว์ไอ จาม และหายใจลำบาก สัตว์บางตัวอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น อาเจียนและท้องเสีย หากเชื้อลุกลามเข้าสู่ระบบประสาท สัตว์จะมีอาการกล้ามเนื้อกระตุก เดินเซ ชัก หรือเป็นอัมพาต ซึ่งระยะนี้มักนำไปสู่ความตาย
สำหรับกรณีของเสือโคร่งหรือสัตว์ป่าขนาดใหญ่ ผู้ดูแลมักสังเกตอาการและเข้าไปจับตัวเพื่อรักษาได้ยาก เมื่อสัตว์แสดงอาการป่วยให้เห็นอย่างชัดเจน โรคมักจะลุกลามเกินกว่าจะควบคุมรักษาได้ทันเวลา
เสือติดเชื้อได้อย่างไร?นักวิชาการและสัตวแพทย์อธิบายว่า ไวรัสไข้หัดสุนัขมีรังโรค (Host) ที่กว้างขวาง มันสามารถกระโดดข้ามสายพันธุ์จากสุนัขบ้านไปยังสัตว์ชนิดอื่นได้ สัตว์ป่าสามารถรับเชื้อจากการสัมผัสสัตว์ป่วยโดยตรง หรือรับเชื้อจากการกินซากสัตว์และเหยื่อที่มีเชื้อไวรัส
ในกรณีของ เสือเชียงใหม่ สัตวแพทย์ในพื้นที่ตั้งข้อสังเกตถึงปัจจัยร่วมทางด้านอาหาร แม้พื้นที่เลี้ยงของทั้งสองสาขาจะอยู่ห่างกันถึง 30 กิโลเมตร แต่เสือกลับแสดงอาการป่วยคล้ายคลึงกัน และเสือส่วนใหญ่ที่กินอาหารจากแหล่งเดียวกันต่างได้รับผลกระทบจากโรคนี้
โรคนี้ติดต่อสู่คนหรือไม่?ประชาชนหลายคนเกิดความกังวลว่าโรคนี้จะแพร่ระบาดสู่มนุษย์ หน่วยงานรัฐและกรมปศุสัตว์ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า โรคนี้ “ไม่ติดต่อสู่คน” เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ตรวจสุขภาพของผู้ดูแลและพนักงานในพื้นที่แล้ว และไม่พบการติดเชื้อ ข้อมูลจากหน่วยงานสัตวแพทย์ต่างประเทศก็ยืนยันตรงกันว่า ไวรัสชนิดนี้ไม่มีความเสี่ยงต่อมนุษย์
อย่างไรก็ตาม มนุษย์ควรระมัดระวังเรื่องสุขอนามัยและความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) เจ้าหน้าที่แนะนำให้ผู้ปฏิบัติงานล้างมือให้สะอาด ปฏิบัติตามกฎของพื้นที่ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสซากสัตว์หรือสารคัดหลั่งของสัตว์โดยตรง
ขณะนี้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการควบคุมโรคให้อยู่ในวงจำกัด พวกเขาประกาศปิดพื้นที่และจำกัดการเข้าออกอย่างเด็ดขาด เจ้าหน้าที่ระดมกำลังทำความสะอาดและพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทั่วบริเวณ สัตวแพทย์เคลื่อนย้ายเสือที่ยังรอดชีวิตไปกักโรคและดูแลอย่างใกล้ชิด สำหรับซากเสือที่ตาย เจ้าหน้าที่จัดการเผาและฝังตามหลักวิชาการภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ พร้อมยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะไม่มีการนำซากเสือออกไปจำหน่ายในเชิงพาณิชย์อย่างแน่นอน
ข้อมูลจาก