ผู้ว่าการ ธปท. จับตาตะวันออกกลางใกล้ชิด ส่อกระทบ 'จีดีพี-เงินเฟ้อ' เตรียมรับมือหากรุนแรง
GH News March 03, 2026 09:57 AM

“วิทัย” ผู้ว่าการ ธปท. เผยสถานการณ์ตะวันออกกลาง เป็นความเสี่ยงรุนแรงกว่าที่เคยประเมินไว้ เกาะติดเหตุการณ์ใกล้ชิด กระทบ “จีดีพี-เงินเฟ้อ” ชี้จบสั้นกระทบจำกัด หากลากยาว กระทบซัพพลายเชนน้ำมัน-เศรษฐกิจโลก กระทบทางอ้อม “ท่องเที่ยว-ส่งออก” เบื้องต้นคาดราคาน้ำมันขึ้นทุก 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อปี กระทบจีดีพี 0.1-0.15% ย้ำหากสถานการณ์รุนแรง พร้อมดึงนโยบายการเงินมาใช้ได้ ยังมี Policy Space เหลืออีก 1.00%

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น เป็นความเสี่ยงที่รุนแรงกว่าที่เคยประเมินไว้ เพราะเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบ ประเด็นคือ จบสั้น หรือจบยาว และที่ว่าแรงมันจะแรงไปถึงขั้นไหน ราคาน้ำมันมีผลต่ออะไรบ้าง

แต่ต้องยอมรับว่าเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงจริงในระบบการเงินโลก เปิดตลาดมาหุ้นก็ตกเลยทันที ทั้งเอเชียประมาณ 1-2% โดยเฉลี่ย ราคาน้ำมันก็ขึ้นไปประมาณ 5% เลยทันที ก็ต้องดูว่าจะขึ้นต่อมั้ย หรือลงมั้ย หรือหยุดมั้ย ก็ต้องดูหลายปัจจัย ทองขึ้นแน่นอน เพราะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยสุด ค่าเงินบาทก็อ่อนค่า 0.2% ส่วนค่าเงินในภูมิภาคก็อ่อนค่าเฉลี่ยประมาณ 0.1-0.4% แต่มันมีความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วทันทีในตลาด

ดังนั้น สิ่งที่เราประเมินไว้ผลกระทบ (Impact) จึงต้องดูระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวต่อไปว่าสถานการณ์จะออกมาอย่างไร ตอนนี้ทุกคนประเมินสถานการณ์อยู่ และติดตามปัญหานี้อย่างใกล้ชิดในทุกหน่วยงาน รวมถึง ธปท.ด้วย หากจบสั้นผลกระทบจะจำกัด จะมีเรื่องของราคาน้ำมันที่มันขึ้นไป และขึ้นไปขนาดไหน ก็จะมีผลต่อจีดีพีบ้าง ไม่มากนัก แต่จะมีผลต่อเงินเฟ้อมากกว่า ซึ่งเงินเฟ้อของไทยต่ำอยู่มากแล้ว จะเพิ่มขึ้นมาหน่อยก็ยังพอมีรูมที่จะรับความเสี่ยงตรงนี้ได้

อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์จบยาว จะไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันที่สูงขึ้นแล้ว จะเป็นเรื่องของ Supply Shock Trade ของน้ำมันที่ส่งออกของประเทศนั้นไปยังประเทศต่าง ๆ ซึ่งเอเชียก็เป็นภูมิภาคที่ใช้น้ำมันจากแหล่งตรงนั้นมากเหมือนกัน จีนใช้เยอะมาก ญี่ปุ่นก็ใช้เยอะ ไทยเองใช้น้ำมัน Import จากตรงนั้นเอง 60% ของนำเข้าทั้งหมด จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เป็นหลักกว่า 40% และซาอุดีอาระเบียด้วย ก็ต้องดูว่าจะมี Disruption ตัวนี้ระยะยาวหรือเปล่า ซึ่งต้องประเมินต่อ

สำหรับผลกระทบต่อตัวเลขอัตราการเติบโตนั้น เบื้องต้นประเมินว่า หากผลกระทบลากยาว จะกระทบต่อ Supply ของน้ำมันมีปัญหา ซึ่งราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้เศรษฐกิจโลกลง แต่จะลงมากหรือลงน้อย ขึ้นกับประเทศนั้นมีความไว (Sensitivity) ต่อน้ำมันมากน้อยแค่ไหน แต่หากเกิด Disruption ยาว ก็คือ น้ำมันออกมาไม่ได้มี Shock Trade อันนี้จะกระทบเยอะกว่า และจะวนไปเรื่องอื่น นักท่องเที่ยว และการส่งออกที่อื่นไม่ใช่ตะวันออกกลาง

โดยปัจจุบันไทยส่งออกไปตะวันออกกลางสัดส่วนประมาณ 4% และมีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 1.2 ล้านคน หรือประมาณ 3.8% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด หรือคิดเป็นการสร้างรายได้ท่องเที่ยวประมาณ 6.5% แต่หากมีผลกระทบ Supply Chain รอบใหญ่จะต้องประเมินใหม่

อย่างไรก็ดี ตัวที่จะกระทบมากกว่า คือ ราคาน้ำมัน หากขึ้นทุก 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อปี จะมีผลต่อจีดีพีประมาณ 0.1-0.15% แต่ตัวที่จะมีผลมากกว่า คือ เงินเฟ้อ เพราะเงินเฟ้อที่ต่ำเกินจริง เพราะราคาน้ำมันต่ำเกินปกติ พอราคาน้ำมันกลับขึ้นมา เงินเฟ้อจะกลับขึ้นมา โดยเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ของแพงเพิ่มขึ้นก็มีทั้งดีและไม่ดี ซึ่งแง่ดีธุรกิจก็ได้กำไรมากขึ้น ไม่ดีคนก็ซื้อของแพงขึ้น

สำหรับการดูแลของ ธปท.นั้น หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยไป 0.25% จาก 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าเป็นส่วนที่เราประเมินความเสี่ยงไว้หลายเรื่อง ซึ่งเป็นส่วนช่วยรับแรงกระแทกและช็อกที่เกิดขึ้นได้ ถือว่าโชคดี หากเราไม่ลดเสียก่อน การประชุมอีกครั้งในอีก 2 เดือนข้างหน้า อาจจะไม่ทัน อันนี้ก็สามารถช่วยประคองได้บ้างส่วน

และถ้าจำเป็นและสถานการณ์มีความยืดเยื้อ มีความเสี่ยงสูงขึ้นมากจริง ๆ และมีผลกระทบ (Impact) ขึ้นมาก ตอนนี้ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.00% ก็สามารถนำมาใช้ต่อได้ แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นและจบเร็ว ก็ไม่มีความจำเป็น ก็ต้องดูสถานการณ์ก่อนว่าเป็นอย่างไร

“อันนี้ต้องวิเคราะห์แบบกว้าง ๆ ในภาพรวมก่อน เพราะต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดในวันนี้ (2 มี.ค.) สถานการณ์ตอนนี้รุนแรงกว่าแน่นอน เพราะมีการยิงตอบโต้ และเป็นข้อเท็จจริงไปแล้ว จากเดิมแค่ยิงไปมาแค่อิสราเอล-อิหร่าน แต่ตอนนี้ยิงกระจายไปทั่วภูมิภาคแล้ว รุนแรงกว่าแน่นอน วันนี้ต้องดูว่าจบสั้นหรือจบยาว ถ้าจบสั้นก็คงไม่มี Impact อะไร แต่ถ้าจบยาวมี Impact แน่นอน แต่ก็มีมาตรการออกมา

ซึ่งอย่างที่บอกเรายังมีขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) ที่จะนำมาใช้ได้ ถ้าจำเป็นจริง ๆ เหลือ 1.00% ก็ยังใช้ได้ ปกติเวลาใช้เวลาเกิดช็อกขึ้นมาก็ประมาณ 0.50% ก็ใช้ได้ และมีมาตรการอื่น ๆ ของ ธปท.ออกมา เป็นมาตรการเฉพาะจุดอีกทีก็ได้ ส่วนของรัฐบาลแน่นอนท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังติดตามใกล้ชิดคงมีมาตรการออกมาแน่นอน”

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.