วิทัย รัตนากร ชูธงแบงก์ชาติ ‘ผู้นำแก้โครงสร้างเศรษฐกิจ’
GH News March 05, 2026 10:57 AM

ถึงวันนี้นับเป็นเวลา 5 เดือนเต็ม ในการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ของ “วิทัย รัตนากร” หลังจากที่เข้าทำหน้าที่เมื่อ1 ตุลาคม 2568

นับเป็นช่วงเวลาที่เห็นบทบาทของ ธปท. ในมุมมองที่เปลี่ยนไป

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการ ธปท.คนที่ 22 เปิดประเด็นด้วยมุมมองต่อความท้าทายของเศรษฐกิจไทยกับบทบาทใหม่ของ ธปท.

บทบาทใหม่ ธปท.ยุคผู้ว่าวิทัย

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ปัญหาของเศรษฐกิจไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งเรื่องการลงทุนที่ไม่ได้มีการลงทุนต่อเนื่องหลายสิบปี ขาดขีดความสามารถในการแข่งขัน ผลิตภาพมีปัญหา และความเหลื่อมล้ำสูง ทั้งในแง่การเงิน การศึกษา รายได้ รวมถึงมีปัญหาธุรกิจนอกระบบ ทุนเทา สแกมเมอร์ สังคมสูงวัย เหล่านี้ล้วนเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง”

ดังนั้น ธปท.จึงปรับบทบาท มาดูแลปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จากเดิมจะใช้ “นโยบายการเงิน” ผ่าน “ดอกเบี้ย” ที่เป็นเครื่องมือหลัก โดยจะมีมาตรการแก้เฉพาะจุดเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างจะใช้เพียง “ขึ้น-ลง” ดอกเบี้ย ไม่มีผล ต้องออกมาตรการเฉพาะจุดเข้าไปแก้ไขด้วย ส่งผลให้หน้างานของ ธปท. “กว้างขึ้น” และไม่ได้โฟกัสเพียง “เสถียรภาพ” อย่างเดียว

“เรายังคงยืนยันทำภารกิจรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคผ่านเป้าหมายเดิม แต่สิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไม่โต และโตต่ำลงหนัก ๆ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งถ้าไม่แก้ สุดท้ายก็กระทบเศรษฐกิจมหภาค ดังนั้น ธปท.จึงต้องก้าวเข้ามาช่วยดูแลเสถียรภาพผ่านเครื่องมือผ่านกลไกต่าง ๆ เพราะถ้าอยู่เฉย ๆ เหมือนเดิม แต่ท้ายที่สุดเศรษฐกิจก็จะไม่ดี ธุรกิจก็กำไรลดลง คนจะติดหนี้ คนจน คนมีรายได้ไม่พอรายจ่าย กู้หนี้เพิ่มขึ้น สุดท้ายก็วนกลับมาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคแน่นอน เราหวังว่าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจะช่วยให้เศรษฐกิจในระยะยาวโตขึ้นมาได้”

ชูผู้นำแก้ปัญหาโครงสร้าง ศก.

“วิทัย” เล่าว่าช่วงกว่า 4 เดือนที่เข้ามาทำหน้าที่ได้เปลี่ยนบทบาท เปลี่ยนเป้าหมาย เปลี่ยนการคอนเน็กต์กับผู้คน ภาคธุรกิจจริง การบริหารความสัมพันธ์กับสื่อ การสื่อสาร รวมถึงแก้ปัญหาภายในองค์กร ไม่ใช่ว่าของเดิมไม่ดี แต่เพราะภาพธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป ความเสี่ยงเปลี่ยนไป แต่เดิม ธปท.เน้นเรื่องของการรักษาเสถียรภาพ การดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำ สถาบันการเงินเข้มแข็ง ระบบการเงินเข้มแข็ง

“เมื่อบทบาทแบงก์ชาติเปลี่ยนไปวิธีการทำงาน ธปท.ก็ต้องเปลี่ยน ต้องอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น ใกล้ชิดเรียลเซ็กเตอร์มากขึ้น ผ่านค่านิยมของ ธปท. คือ ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน”

โดยเฉพาะยื่นมือไปช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ช่วยคนจน ช่วยเอสเอ็มอี และติดดินเข้าไปใกล้ชิดปัญหา หากเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ก็ไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง คนก็จะดีขึ้น เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น เพราะถ้าทิ้งให้เศรษฐกิจโตต่ำเรื่อย ๆ ปัญหาขยายตัวเรื่อยๆคนขาดรายได้มากขึ้น เป็นหนี้เพิ่มขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางการเงิน/รายได้เพิ่มขึ้น ทุนนอกระบบ ทั้งหมดก็จะกลับมากระทบเสถียรภาพ

5 ภารกิจ “ลงมือทำ” แก้ ศก.

ผู้ว่าฯวิทัย อธิบายว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ ธปท.พยายามจะเข้าไปแก้ไข ตอนนี้ลงมือทำไปแล้ว 4 เรื่อง และเรื่องที่ 5 กำลังดำเนินการ ได้แก่ 1.หนี้ครัวเรือน เป็นปัจจัยกัดกร่อนขีดความสามารถในการบริโภค และการลงทุน ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ 87% ของจีดีพี อันดับต้นๆของโลก และลูกหนี้จำนวนมากกลายเป็น “เอ็นพีแอล”

ธปท.ได้เข้าไปเร่งแก้ไข โดยพยายามแก้หนี้เอ็นพีแอล คนที่มีสินเชื่อต่ำกว่า 1 แสนบาท โอนไปยังบริษัท บริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท (SAM) เบื้องต้นโอนไป 1.1 ล้านบัญชี ซึ่งหากเราสามารถช่วยแก้ปัญหาหนี้ให้คน 3-5 แสนราย กลับมาเป็นหนี้ปกติและเข้าสู่ในระบบเศรษฐกิจ มีการบริโภค นอกจากช่วยตัวลูกหนี้ ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นด้วย

อย่างไรก็ดี ปัญหาโครงสร้างไม่ใช่แก้ด้วยตัวคนเดียว และไม่ใช่ครั้งเดียว ต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย ดังนั้นในระยะข้างหน้าก็จะต้องมีการออกมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนออกมาอีก เพราะแก้ครั้งเดียวไม่จบ

ตั้งกองทุนหมื่น ล.-คุมเทรดทอง

โครงการที่ 2 ที่ทำไปแล้ว คือ “SMEs Credit Boost” เป็นกลไกค้ำประกันแบบใหม่ ที่ไม่ใช่งบประมาณรัฐ แต่เป็นเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) 1 หมื่นล้านบาท มาตั้ง “กองทุนค้ำประกัน” เพื่อแก้ความกังวลของสถาบันการเงินเรื่องความเสี่ยงเครดิตของเอสเอ็มอี ที่เกรงว่าจะเป็นหนี้เสีย ซึ่งปัจจุบัน NPL เอสเอ็มอีอยู่ที่ 9-10% ถือว่าค่อนข้างสูง

โครงการนี้ก็คาดหวังว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ราว 1 แสนล้านบาท และยังจะมีโครงการช่วยประคับประคองสินเชื่อเอสเอ็มอี หลังจากติดลบมา 14 ไตรมาส คาดว่าภายใน 2-3 เดือนจะแล้วเสร็จ ซึ่งจะช่วยให้สินเชื่อกระเตื้องขึ้น

ผู้ว่าการ ธปท.ฉายภาพต่อว่า โครงการ 3 ที่ ธปท.ได้เข้าไปดำเนินการแล้ว คือ การกำกับการซื้อขายทองผ่านแอปพลิเคชั่นในรูปเงินบาท ซึ่งส่งผล “เงินบาทแข็งค่า” เพิ่มขึ้น จากการซื้อขายทองคำเป็นเงินบาทในมูลค่าสูง โดยเฉพาะในวันที่ราคาทองมีการปรับขึ้นลงมาก ๆ

ดังนั้น ธปท.จึงเข้าไปกำกับไม่ให้การ “เก็งกำไร” กว้างขวางเกินไป เพราะไม่มีผลดีต่อเศรษฐกิจ นอกจากจะช่วยเข้าไปลดความผันผวนค่าเงิน ยังช่วยเรื่อง “ทุนเทา” เพราะอาจมีช่องโหว่ในการนำเงินซ่อนผ่านการซื้อขายทองด้วย

โดยเกณฑ์กำกับซื้อขายทองคำมีการบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. ควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยบังคับไม่ให้มีการซื้อขายเกินกว่า 50 ล้านบาทต่อวันต่อแพลตฟอร์ม ซึ่งอยู่ระหว่างรอดูผลสัมฤทธิ์ของมาตรการ และในอนาคตอาจปรับลดวงเงินลงมาเหลือ 20 ล้านบาทต่อวันต่อแพลตฟอร์ม

สกัดต้นทาง “เศรษฐกิจใต้ดิน”

สำหรับมาตรการที่ 4 คือ คุมการเบิกถอนเงินสด “จำกัด” ปริมาณการเบิกเงินสดเกิน 5 ล้านบาท จะต้องชี้แจงกับธนาคารว่าจะนำเงินสดไปทำอะไร หากไม่สามารถบอกวัตถุประสงค์การใช้เงินสดได้ ก็จะให้ใช้การโอนเงินออนไลน์ หรือใช้เช็ค เพราะสามารถตรวจสอบเส้นทางของเงินได้ ซึ่งเกณฑ์นี้สอดคล้องกับหลายประเทศ อาทิยุโรปบางประเทศไม่ให้ถอนเงินสดเกิน 3,000 ยูโร ซึ่งถือว่าน้อยมาก สำหรับเกณฑ์การถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท น่าจะเสร็จภายในกลางเดือนมีนาคมนี้

“ความจำเป็นในการใช้เงินสดเพื่อซื้อสินค้าเกิน 5 ล้านบาท ไม่น่าจะมากแล้ว และบางช่วงมีการเบิก 100 ล้านบาท 200 ล้านบาท หรือ 500 ล้านบาท ซึ่งธนาคารก็ไม่มีการควบคุมอะไรเลย ดังนั้น ธปท.จึงขยายบทบาทเข้ามาดู คิดว่าอันนี้น่าจะช่วยเรื่องเทา ๆ เรื่องเศรษฐกิจนอกระบบ”

มาตรการเหล่านี้จะเป็นจิ๊กซอว์ประคอง การแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ แม้ว่า ธปท.ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น แต่ ธปท.ต้องดูแลเรื่องเศรษฐกิจนอกระบบ ทั้ง Gray Economy และ Under Ground Economy ที่เป็นตัวกัดกร่อนระบบเศรษฐกิจ

เขย่าค่าธรรมเนียมแบงก์

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า เรื่องที่ 5 ที่ ธปท.ดำเนินการอยู่ คือ การกำหนดมาตรฐานการคิดค่าธรรมเนียมของธนาคาร เนื่องจากปัจจุบันค่าธรรมเนียม คนรวย-คนจนจ่ายเท่ากัน เช่น การขอ Statement 200 บาท หรือการโอนเงินบาทเน็ต 250 บาท เป็นต้น ซึ่งกลุ่มรายได้น้อย จะได้รับผลกระทบค่อนข้างเยอะจากค่าธรรมเนียมเหล่านี้

ดังนั้น ธปท.อยู่ระหว่างหารือกับธนาคารพาณิชย์ ตรงไหนคือ “จุดสมดุล” ที่จะปรับลดค่าธรรมเนียมเช่น ค่าธรรมเนียมข้ามเขต เรียกเก็บเช็คข้ามเขต ซึ่งปัจจุบันธุรกรรมเหล่านี้ไม่มีต้นทุน หรือต้นทุนน้อยมาก รวมถึงค่าออกบัตรเดบิต-เอทีเอ็ม ค่ารักษาบัญชีที่แต่ละแบงก์เก็บค่าธรรมเนียมไม่เท่ากัน และไม่มีมาตรฐาน รวมไปถึงค่าธรรมเนียมการขอกู้เงินของเอสเอ็มอี จะมีเลือกมาประมาณ 15 รายการ และประกาศให้เป็นมาตรฐานเดียวกันว่าคิดได้ไม่เกินเท่าไร

อย่างไรก็ดี บางเรื่อง ธปท.ก็ไม่มีอำนาจ เช่น ไม่มีอำนาจสั่งให้แบงก์ลดสเปรดดอกเบี้ยได้ แต่เรื่องค่าธรรมเนียมที่เป็นมาตรฐานเพราะดูตามกฎหมาย แต่ก็ต้องบอกว่าแบงก์ก็ให้ความร่วมมือ เพราะเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ไม่มีใครจะกำไรมากที่สุดได้

Virtual Bankช่วยเพิ่มแข่งขัน

สำหรับความคืบหน้าการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ตามไทม์ไลน์ธนาคารที่ผ่านคุณสมบัติขั้นต้น 3 ราย จะต้องมายื่นขอใบอนุญาต ภายในมีนาคม 2569 และภายในกลางปีนี้น่าจะเห็น Virtual Bank เปิดให้บริการได้ ทั้งนี้การเปิด Virtual Bank ก็เหมือนการเปิดธนาคารหนึ่งแห่ง ไม่ง่าย จะต้องมีเทคโนโลยี และระบบควบคุมภายในที่ดี

ธปท.มีความหวังว่าจะมีผู้รับใบอนุญาตเปิดได้ในกำหนด และจะช่วยกลุ่ม Underserve เข้าถึงบริการการเงินได้มากขึ้น และอีกโจทย์สำคัญ คือ ทำให้มีผู้แข่งขันในตลาดมากขึ้น และในอนาคตอยากเห็นการแข่งขันมากขึ้นในทุกเซ็กเมนต์ของการให้บริการระบบธนาคารพาณิชย์ ทั้งเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ขนาดกลาง และธุรกิจขนาดใหญ่

“ประเทศไทยเป็น Bank Basic Economy การจัดสรรทรัพยากรใช้แบงก์เป็นศูนย์กลาง เป็นผู้รับฝากเงิน และจัดสรรเงินกู้ในจุดต่าง ๆ วันนี้เราอาจเห็นความเสี่ยงในธุรกิจเอสเอ็มอีค่อนข้างมาก รายย่อยในการเป็นหนี้เอ็นพีแอล ทำให้แบงก์ก็ระมัดระวังไม่ปล่อยกู้ ใครที่กู้ได้ดอกเบี้ยก็ค่อนข้างแพง ขณะที่ธุรกิจรายใหญ่ที่ความเสี่ยงต่ำมาก อาจได้รับปริมาณสินเชื่อมาก ๆ และต้นทุนต่ำมาก 2-3% จึงเป็นปัญหาเรื่องของการแข่งขัน”

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.