ผ่า 3 ขุนพลคลังสมอง ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ มือแก้โจทย์หินเมกะโปรเจกต์
March 07, 2026 03:23 PM

ย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2568 ท่ามกลางมรสุมการเมืองที่ทำให้ดุลอำนาจเปลี่ยนมือจากพรรคเพื่อไทยสู่พรรคภูมิใจไทย ภายใต้แกนนำจัดตั้งรัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ชื่อของรองนายกฯ ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ ถูกวางตัวให้มาคุมกระทรวงเกรดเอบวก อย่างกระทรวงคมนาคมทันที 
ท่ามกลางคำถามว่า เหตุผลที่ทำให้ค่ายสีน้ำเงิน มั่นใจในตัว ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ ในฐานะคนสงขลาและอดีตเจ้าของอาณาจักร PTG ที่มีความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และน้ำมัน โดยพิพัฒน์ถูกวางตัวให้เป็นหัวหอก ในการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ซึ่งเป็นบิ๊กโปรเจกต์เรือธงที่พรรคภูมิใจไทยต้องการใช้เป็นผลงานชิ้นเอกเพื่อยึดหัวหาดภาคใต้ในการเลือกตั้งล่าสุดที่ผ่านมา
นอกจากนี้นายพิพัฒน์ ยังเป็นนักบริหารสายดีลเลอร์ ที่มีบุคลิกประนีประนอม แต่เด็ดขาดแบบนักธุรกิจที่สามารถประสานงานระหว่างนโยบายรัฐกับผลประโยชน์ของยักษ์ใหญ่ผู้รับเหมาที่สามารถคุยกับนายทุนรู้เรื่องและเจรจาร่วมกันได้อย่างลงตัว ลดแรงต้านที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

ด้วยเหตุนี้นายพิพัฒน์ จึงได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแม่ทัพภาคใต้ของพรรค มาคุมกระทรวงที่มีงบประมาณมหาศาล คือการส่งสัญญาณว่า งบประมาณต้องถึงมือประชาชนและฐานเสียงอย่างเป็นรูปธรรม
นั่นจึงทำให้ในรอบปีที่ผ่านมา ‘กระทรวงคมนาคม’ กลายเป็นสปอตไลต์ดวงใหญ่ที่สุดของรัฐบาล ไม่ใช่เพียงเพราะเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มหาศาล แต่เพราะเป็นกระทรวงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อเศรษฐกิจ การเมือง และผลประโยชน์ของประชาชนเข้าด้วยกัน 
ดังนั้นการที่รองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ในฐานะเบอร์หนึ่งแห่งกระทรวงคมนาคม สามารถคุมจังหวะก้าวข้ามผ่านประเด็นร้อนมาได้นั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า 'ทีมแบ็คอัพ' คือปัจจัยชี้ขาด

‘รัชพงศ์ ชูแก้ว’ เลขาฯ คู่ใจ มือประสานสิบทิศ

หากจะหาคนที่รู้ใจและอ่านใจ ‘นายพิพัฒน์’ ได้ทะลุปรุโปร่งที่สุด ต้องมีชื่อของ ‘นายรัชพงศ์ ชูแก้ว’ เลขานุการ รมว.คมนาคม โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ขุนพลหนุ่มที่ไม่ได้มีเพียงความสดใหม่ แต่พกเอาความ ‘เนี๊ยบ’ ในงานบริหารจัดการมาเต็มกระเป๋า


รัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า บทบาทของ “รัชพงศ์” คือการเป็น "Chief of Staff" หรือหน่วยรบหน้า ที่คอยเคลียร์ทางให้รัฐมนตรี เขารับหน้าที่เป็นด่านหน้าในการประสานงานกับข้าราชการระดับสูง ตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวงไปจนถึงอธิบดีทุกกรม โจทย์ไหนที่ค้างคา งานไหนที่ล่าช้า รัชพงศ์จะเป็นผู้ลงไปจี้ติดเพื่อให้งานเดินหน้าตามกรอบเวลา
นอกจากนี้สไตล์การทำงานที่เน้นความกระชับและชัดเจน ทำให้เขากลายเป็น ‘แม่บ้าน’ ที่ช่วยลดภาระงานรูทีนของพิพัฒน์ เพื่อให้รัฐมนตรีไปโฟกัสงานระดับนโยบายและการเมืองภาพใหญ่ได้อย่างเต็มที่

‘นริศ ขำนุรักษ์’ ที่ปรึกษาฯ รุ่นใหญ่ เข็มทิศการเมือง

ในการบริหารราชการที่เต็มไปด้วยกับดัก ชื่อของ ‘นายนริศ ขำนุรักษ์’ ที่ปรึกษา รมว.คมนาคม ที่ได้รับการแต่งตั้งวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ด้วยดีกรีอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและอดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ที่ย้ายซบภูมิใจไทย โดยนายนริศนำประสบการณ์ความโชกโชนในการมองเกมการเมืองมาใช้ในการคัดกรองงานได้




นริศ ขำนุรักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

บทบาทของนายนริศไม่ใช่แค่ที่ปรึกษาฯ แต่คือผู้ที่คอยประสานงานกับสภาผู้แทนราษฎร และคอยให้คำแนะนำในมิติด้านรัฐศาสตร์ เพื่อให้การผลักดันโครงการขนาดใหญ่ เช่น แลนด์บริดจ์ หรือการขยายโครงข่ายคมนาคมภาคใต้สามารถเดินหน้าไปได้ โดยลดแรงเสียดทานทางการเมืองให้เหลือน้อยที่สุด

‘กุนซือแดง’  มือเขี้ยวเล็บกฎหมาย ผู้อยู่เบื้องหลังดีลแสนล้าน

อีกคนในวงการรับเหมาและขนส่งจับตามอง คือ การดึงนายสุทธิพงษ์ วรรณวาณิช หรือคนที่นายพิพัฒน์ ชอบเรียกว่า “แดง” ไม่ใช่คนอื่นไกล แต่เขาคือ เลขาธิการรองนายกรัฐมนตรีคู่ใจของนายพิพัฒน์ที่ติดตามกันมาตั้งแต่วันแรก
นอกจากนี้การปรากฏตัวของเขาที่กระทรวงหูกวางในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณเอาจริง ในการสะสางปัญหาค้างคา โดยเฉพาะสัญญาร่วมลงทุน (PPP) ที่ติดหล่มมานาน 
ภารกิจหลักของ ‘กุนซือแดง’ คือการลงลึกในรายละเอียดของสัญญาร่วมลงทุน (PPP) ที่มีความสลับซับซ้อน โดยเฉพาะ ‘โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน' (ไฮสปีดเทรน) มูลค่าสูงถึง 2.24 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่รอการแก้ไข
ท่าทีของนายพิพัฒน์ชัดเจนว่า การเจรจาแก้ไขสัญญาใดๆ ต้องอยู่บนบรรทัดฐานของกฎหมายและความโปร่งใสเท่านั้น นายสุทธิพงศ์จึงเปรียบเหมือนเขี้ยวเล็บชั้นดีที่คอยตรวจสอบสัญญาในทุกบรรทัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดค่าโง่และรักษาผลประโยชน์ของรัฐอย่างถึงที่สุด
ขณะเดียวกันนายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้ต้องรอการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น หากได้กลับมาดูแลกระทรวงคมนาคม ต้องพิจารณาอีกทีว่าจะเลือกใครมาร่วมทีมสนับสนุนบ้าง 
“ตอนนี้ผมยังไม่มีใครในใจว่าจะดึงใครมาช่วยงาน เพราะต้องรอทางพรรคภูมิใจไทยส่งรายชื่อทีมมาก่อนว่ามีใครบ้างที่สามารถช่วยงานเราได้” นายพิพัฒน์ กล่าว 
 
อย่างไรก็ดีการจัดทัพในครั้งนี้ถือเป็นการบริหารสไตล์นักธุรกิจ ที่นายพิพัฒน์ถนัด คือ การเลือกใช้คนให้ถูกกับงาน
เมื่อเครื่องจักรคมนาคมมีคลังสมองที่ครบเครื่อง สิ่งที่ตามมาคือ การเร่งผลักดันโครงการที่เคยล่าช้าให้เห็นผลเป็นรูปธรรมก่อนหมดวาระรัฐบาลรักษาการ ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ฝีมือขุนพลข้างกายเหล่านี้ว่าจะเป็นของจริงหรือไม่ในสายตาประชาชนและนักลงทุนทั่วโลก
หลังจากนี้คงต้องจับตาการจัดทัพใหม่ของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ หากได้กลับมาคุมกระทรวงคมนาคมจะเป็นเหล่าขุนพลเดิมที่ช่วยงานในรอบนี้หรือไม่

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.