นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ส่งออกข้าวคุณภาพสูง พบว่าการส่งออกข้าวอินทรีย์ไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนเริ่มต้นปี 2569 อย่างสดใส หลังตัวเลขเดือนแรกของปีขยายตัวอย่างโดดเด่น โดยมีปริมาณส่งออก 638 ตัน เพิ่มขึ้น 334.01% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 31.32% ครองส่วนแบ่งตลาดส่งออกข้าวอินทรีย์ไทยอันดับ 1
โดยสะท้อนถึงความต้องการและค่านิยมบริโภคข้าวอินทรีย์ไทยในกลุ่มผู้บริโภคชาวจีนที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยอาหาร
ทั้งนี้ ในปี 2568 ไทยส่งออกข้าวอินทรีย์รวม 26,110 ตัน เพิ่มขึ้น 17.12% คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 1,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.21% และถือเป็นปีที่จีนก้าวขึ้นมามีบทบาทในตลาดข้าวอินทรีย์ของไทย โดยมีปริมาณส่งออกข้าวไปจีนในภาพรวม 3,352 ตัน เพิ่มขึ้น 727.65% หรือคิดเป็นมูลค่า 155 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 715.79%
โดยมีปัจจัยสำคัญที่หนุนการเติบโตมาจากกระแสความนิยมบริโภคสินค้าเพื่อสุขภาพในจีนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นกลางและผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อ และพร้อมจ่ายในราคาที่สูงกว่าเพื่อความมั่นใจด้านสุขภาพ
ทั้งนี้ ตัวเลขล่าสุดสะท้อนว่าจีนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของตลาดข้าวคุณภาพสูงของไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะตลาดที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน การเติบโตในครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มโอกาสทางการค้า แต่ยังตอกย้ำศักยภาพการแข่งขันด้านคุณภาพมาตฐาน และ Brand Loyalty ของข้าวคุณภาพสูงไทยในกลุ่มผู้บริโภคระดับพรีเมียมของจีน เป็นสัญญาณบวกต่อการส่งออกข้าวอินทรีย์ไทย หากสามารถรักษามาตรฐานและสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง จีนมีแนวโน้มเป็นตลาดยุทธศาสตร์ระยะยาวของข้าวคุณภาพสูงไทยในอนาคต

“กรมการค้าต่างประเทศ มีแผนงานเดินหน้ายกระดับ SMEs ที่ปลูกข้าวประณีต พร้อมผลักดันขยายสู่ตลาดโลก โดยกำหนดแผนจัดงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ณ เมืองกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2569
นอกจากนี้ ยังมีแผนเดินหน้าประชาสัมพันธ์ข้าวคุณภาพสูง และข้าวประณีต ได้แก่ ข้าวอินทรีย์ ข้าว Sustainable Rice Platform (SRP) ข้าวคาร์บอนต่ำ ข้าวพื้นเมือง ข้าว GI ข้าวเพื่อสุขภาพ ฯลฯ เพื่อเจาะตลาดพรีเมียมและตลาดเฉพาะกลุ่มผ่าน Key Influencers สอดรับนโยบาย “New Rice Economy” ภายใต้การขับเคลื่อนของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้าข้าวแทนการแข่งขันด้านราคา และผลักดันข้าวไทยสู่ตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพสูง”