"เงินให้ใจ" สินเชื่อรถแลกเงิน ชูกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง ตั้งเป้าขยาย 250 สาขาทั่วไทยภายในปี 71
“เงินให้ใจ” ผู้ให้บริการสินเชื่อรถแลกเงิน ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารกสิกรไทย ประกาศแผนกลยุทธ์ธุรกิจปี 2569 เปิดสาขาเงินให้ใจรูปแบบสแตนด์อโลนเป็นครั้งแรก นำร่อง 2 สาขาหลักไตรมาสแรกปี 2569 “บางบัวทองและลาดกระบัง” และขยายเป็น 250 สาขาทั่วประเทศภายในปี 2571
นางชลารัตน์ พินิจเบญจพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เงินให้ใจ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดสินเชื่อรถแลกเงินยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการสภาพคล่องในช่วงเวลาจำเป็น บริษัทจึงมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่การบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
โดยการเปิดสาขาเงินให้ใจถือเป็นก้าวสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยยกระดับบทบาทของแบรนด์จากผู้ให้บริการทางการเงิน ไปสู่การเป็นพาร์ทเนอร์ที่อยู่เคียงข้างลูกค้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าและเจ้าของกิจการในชุมชน
สำหรับแผนการขยายสาขาเพื่อช่วยเสริมความแข็งแรงและการเติบโตในระยะยาวใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มการมองเห็นแบรนด์ในพื้นที่ จากเดิมที่การรับรู้แบรนด์จะอยู่บนช่องทางออนไลน์เป็นหลัก การมีสาขาจะช่วยสร้างการรับรู้และเพิ่มความเชื่อมั่นในระดับชุมชน
การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด ผ่านการเลือกทำเลในย่านชุมชน แหล่งธุรกิจท้องถิ่น และพื้นที่ที่มีศักยภาพความต้องการสินเชื่อ พร้อมการสื่อสารที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ด้วยการให้คำปรึกษาและบริการแบบใกล้ชิด สะดวกและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ในปี 2569 บริษัทเตรียมเปิดสาขานำร่องจำนวน 2 สาขา ภายในไตรมาส 1 นี้ ประกอบด้วย สาขาบางบัวทอง (ซอยวัดลาดปลาดุก) และสาขาไอเพลส ลาดกระบัง พร้อมวางแผนขยายเพิ่มเติมอีก 18 สาขาในไตรมาสที่ 2-4 ครอบคลุมเมืองหลักในแต่ละภูมิภาค รวมเป็น 20 สาขา ภายในปี 2569
โดยตั้งเป้าขยายสาขาแบบเต็มรูปแบบทั่วประเทศ รวม 250 สาขาภายในปี 2571 ขณะที่รูปแบบการขยายสาขาจะมีความยืดหยุ่นครอบคลุม 4 รูปแบบหลัก ได้แก่ สาขาสแตนด์อโลน สาขาในปั๊มน้ำมัน สาขาที่ร่วมกับพันธมิตร และสาขาในห้างสรรพสินค้า เพื่อให้สอดรับกับศักยภาพของทำเลและพฤติกรรมของลูกค้าในแต่ละพื้นที่
อยา่งไรก็ดี ปัจจุบัน “เงินให้ใจ” มีพอร์ตสินเชื่อรวมกว่า 22,700 ล้านบาท (ข้อมูล ณ ธ.ค. 2568) โดยยอดสินเชื่อใหม่ส่วนใหญ่มาจากช่องทางของธนาคารกสิกรไทย การขยายสาขาในครั้งนี้จึงเป็นการเพิ่มช่องทางการรับรู้แบรนด์และขยายฐานลูกค้าใหม่ในวงกว้าง ภายใต้มาตรฐานการกำกับดูแลความเสี่ยงที่ชัดเจน