ซื้อรถไฟฟ้าอย่าวู่วาม
ตกใจสงครามตอ.ออกกลาง ตลาดรถอีวีคึกคัก มอเตอร์โชว์ครั้งที่47
สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกไปยังสินค้าแทบทุกประเภท โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ ทำให้หลายคนเริ่มหันมามองรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ด้วยปัจจัยเรื่องราคาน้ำมัน รูปร่างหน้าตาเย้ายวน อุปกรณ์ทันสมัยต่างๆ มากมาย แม้หลายค่ายตั้งราคารถมาแบบตีหัวเข้าบ้าน ขายถูกไว้ก่อน แต่คุณภาพรถยนต์ใช้ไปสักระยะจะเป็นอย่างไร บริการหลังการขายดูแลดีแค่ไหน ต่อคิวเข้าศูนย์บริการนานแค่ไหน อายุแบตเตอรี่ใช้ได้นานเท่าไหร่ ราคาแบตเตอรี่เป็นอย่างไร ค่าซ่อม ค่าประกันภัยแพงแค่ไหน อะไหล่รอนานหรือไม่ ราคาขายต่อ ระยะเวลาการชาร์จ ระยะทางที่วิ่งได้ และจะพัฒนาเทคโนโลยีรุ่นใหม่เมื่อไหร่ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ทำให้การตัดสินใจเปลี่ยนรถยนต์จากรถใช้พลังงานน้ำมันมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า จำเป็นต้องคิดให้รอบคอบ ยึดหลักความจำเป็นในการใช้งานเป็นหลัก คิดให้ยาว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้จะอยู่ยืดเยื้อยาวนานแค่ไหน ประเมินให้แม่นให้ได้มากที่สุด เพราะรถยนต์เป็นสินค้าราคาสูง ต้องอยู่กับเราอีกนาน หากตัดสินใจพลาด อาจทำให้ชีวิตมีภาระมากขึ้นกว่าที่คิด เพราะในปัจจุบันรถยนต์ประหยัดพลังงาน มีให้เลือกมากมายหลายประเภท ทั้ง เครื่องยนต์ไฮบริด (HEV) เครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รถยนต์ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ 100% หรือ บีอีวี (BEV) ออกมาแข่งขันกันอย่างคึกคัก

อย่างไรก็ตาม รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ก็ยังเป็นตัวเลือกหลัก ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นสินค้าแห่งอนาคต จะมีตัวเลือกเกิดขึ้นอีกมากมาย ทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ วิ่งได้ไกล ในราคาน่าคบหา มีภาครัฐให้การสนับสนุน แถมยังรักษาสิ่งแวดล้อมอีกต่างหาก จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเทรนด์นี้มาแน่ แต่เมื่อไหร่ถึงจะเหมาะสมในการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า ความนิยมรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) สะท้อนผ่านยอดจดทะเบียนในไทยปี 2025 ทุบสถิติใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์รวม 122,128 คัน เติบโตขึ้นถึง 74.1% เมื่อเทียบกับปี 2024 ที่มียอด 70,137 คัน ทำให้ปีนี้จากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง คาดว่าเสียงตอบรับรถยนต์ไฟฟ้าดีแน่ ที่สำคัญปีนี้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น ประกาศความพร้อมลงมาแข่งขันกับค่ายรถยนต์จีนได้ดุเดือดมากขึ้น จากปีที่ผ่านๆ มา ค่ายจีนบุกหนักระดมรถยนต์รุ่นต่างๆ เข้ามาบุกถล่มตลาดรถยนต์เมืองไทย จนทำให้ค่ายญี่ปุ่นตั้งตัวไม่ติด นั่งมองกันตาปริบๆ เพราะพลิกเกมรับมือไม่ทัน ส่วนแบ่งการตลาดร่วงกันระนาว มีเพียงค่ายโตโยต้าใช้กลยุทธ์ออกรถยนต์รุ่นใหม่พลังไฮบริด จึงยังรับมือค่ายจีนขยายส่วนแบ่งการตลาดไว้ได้อย่างถึงพริกถึงขิง

ปีนี้ค่ายญี่ปุ่นปล่อยของ นำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ากันอย่างคึกคัก แม้ว่าอาจจะยังมีรุ่นให้เลือกไม่มากนัก และราคายังค่อนข้างห่างกับอีวีจีนในบางรุ่น แต่เมื่อค่ายญี่ปุ่นชูจุดเด่นคุณภาพสินค้า ความทนทาน ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ บริการหลังการขาย เครือข่ายบริการกว้างขวางเข้มแข็ง การดูแลลูกค้าดุจญาติมิตร ที่สำคัญมีรถยนต์ให้เลือกหลากรุ่นหลายพลังงานเชื้อเพลิง ทำให้สถานการณ์ปีนี้ค่ายญี่ปุ่นตีตื้นกลับมาได้อย่างน่าสนใจ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ที่อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี จัดโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ปีนี้มีบริษัทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เข้าร่วม 45 บริษัท แบ่งเป็น รถยนต์ 37 บริษัท และรถจักรยานยนต์ 8 บริษัท มีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ไม่น้อยกว่า 10 รุ่น ครอบคลุมทั้งยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานทางเลือก ที่สำคัญปีนี้มีค่ายรถต่างๆ นำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ากันอย่างคึกคัก

เริ่มจากค่ายญี่ปุ่น โตโยต้าจำหน่ายอย่างเป็นทางการ รุ่น Toyota bZ4X เป็นรถเอสยูวีพลังงานไฟฟ้าขนาดกลาง และ Hilux Revo BEV ราคาเริ่มต้น 1,529,000 บาท ถึง 1,649,000 บาท และ Travo-e กระบะไฟฟ้า ราคา 1,491,000 บาท อยู่ในช่วงการทดสอบและใช้งานในกลุ่มธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีรถหรู เลกซัส รุ่นหลักคือ Lexus RZ รถเอสยูวี ราคาจำหน่ายเริ่มต้นประมาณ 2.99 – 4.19 ล้านบาท

ค่ายฮอนด้า เปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นแรกช่วงต้นปี 2026 คือซีรีส์ e:N รุ่นที่เปิดตัวและทำตลาดอย่างเป็นทางการคือ Honda e:N1 เอสยูวีขนาดเล็กและรุ่นใหม่ล่าสุดเปิดตัวในงาน Motor Show 2026 คือ Honda e:N2 เอสยูวี คูเป้ เน้นดีไซน์สปอร์ตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ราคา 1,429,000 บาท

ค่ายมาสด้า สร้างความฮือฮาไปทั้งวงการ เมื่อเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก Mazda 6e รถซีดานไฟฟ้าแนวสปอร์ต ในราคา รุ่น Premium 1,169,000 บาท และรุ่น Exclusive 1,199,000 บาท

ค่ายอีซูซุ พร้อมทั้งทำตลาดและส่งออก Isuzu D-Max EV กระบะไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด งานนี้อีซูซุหมายมั่นปั้นมือว่าจะพยายามรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ให้ได้ด้วยรถยนต์รุ่นใหม่ โดยใช้ทั้งเครือข่ายการบริการเข้มแข็งและคุณภาพของตัวรถ หวังสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า

ค่ายซูซูกิ แม้จะโบกมือลาปิดโรงงานยกธงขาวด้านการผลิตในประเทศไทยไปแล้ว แต่ด้านการตลาดในประเทศไทยยังไม่แผ่ว เปิดตัวรุ่น Suzuki e VITARA รถไฟฟ้า เตรียมเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ในราคา 1,xxx, 000 บาท ไม่เกิน 2 ล้านบาท (นำเข้าจากอินเดีย)

สำหรับค่ายรถยนต์จีน ปีนี้ระดมหลายรุ่นมาแข่งขันกันอย่างคึกคัก เริ่มจากผู้นำด้านยอดขายรถไฟฟ้าจีนในเมืองไทย ค่ายบีวายดี ขนทัพรถไฟฟ้าเปิดตัว 3 รุ่นใหม่ ATTO 1 รถซิตี้อีวี ราคาเริ่มต้น 429,900 – 459,900 บาท ATTO 2 รถเอสยูวีขนาดเล็ก หรือ บีเอสยูวี ราคาเริ่มต้น 629,900 – 659,900 บาท และ SEAL 6 รถเก๋งซีดานไฟฟ้า

ค่ายเอ็มจี มีรุ่น MG4 ไมเนอร์เชนจ์ ราคาเริ่มต้น 579,900 – 699,900 บาท และ MG IM5 ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว 1,449,900 บาท จากปกติ 1,549,900 บาท

ค่ายเกรทวอลล์ (GWM) มีรุ่น ORA 5 เอสยูวี รุ่น EV Pro ราคา 629,000 บาท รุ่น EV Ultra ราคา 699,000 บาท

ค่าย AION มีรุ่น AION UT (Standard/Premium) ราคา 519,900 – 619,900 บาท

ค่ายGeely มีรุ่น EX5 MAX+ ราคา 739,000 – 899,000 บาท และ รุ่น EX2 Shooting Star ราคา 484,990 บาท

ค่ายOMODA & JAECOO เปิดตัวรุ่น OMODA C5 EV MAX+ ราคาคาดการณ์ 7xx,xxx บาท และ Jaecoo 5 EV ราคา 589,000 – 639,000 บาท

ค่ายNIO เปิดตัว NIO FIREFLY รถซิตี้คาร์ไฟฟ้า 100% รุ่นพวงมาลัยขวา อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ด้วยราคา 799,000 บาท

สำหรับค่ายยุโรป ค่ายบีเอ็มเปิดตัว BMW iX3 Neue Klasse รถยนต์ไฟฟ้า SUV รุ่นใหม่ล่าสุด เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยด้วยราคา 3,599,000 บาท (รวมภาษีและ BSI Standard)

และค่ายเบนซ์ เปิดตัว Mercedes-Benz CLA 250+ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซีดานสไตล์คูเป้ เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการด้วยราคาแนะนำที่ 2,290,000 บาท

นอกจากนี้ยังมีรถยนต์ไฟฟ้าหรู อีกหลายรุ่นให้เลือก ทั้ง ZEEKR เอ็กซ์เผิง ปอร์เช่ อาวดี้ และอีกหลายยี่ห้อ ทางที่ดีทำการบ้านให้รอบคอบ ตอบโจทย์ให้ได้มากที่สุด ก่อนจะตกลงปลงใจกับรุ่นไหน
#นายพล#







