สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างและแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความตึงเครียดและความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางสำคัญของทรัพยากรพลังงานโลก ความไม่แน่นอนดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงาน ทั้งในด้านราคาและปริมาณการจัดหา อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงพลวัตในระบบเศรษฐกิจโลก และสะท้อนมายังเศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิอย่างประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในบริบทนี้ วิกฤตพลังงาน ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ขับเคลื่อนแรงกดดันด้านต้นทุนในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในระดับมหภาค แต่ยังแทรกซึมลงสู่ระดับจุลภาค ผ่านการลดลงของกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ตลอดจนการชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชน
ยิ่งไปกว่านั้น ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานยังมีลักษณะเป็น ‘ลูกโซ่’ ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ กล่าวคือ เมื่อภาคการผลิตต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการในตลาด ซึ่งนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่กดดันนโยบายการเงินของประเทศ ขณะเดียวกัน ภาคการส่งออกซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยก็ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและอุปสงค์โลกที่ชะลอตัว ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลงในเวทีการค้าโลก
นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของเศรษฐกิจไทย ก็ได้รับแรงกระเพื่อมจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นผ่านต้นทุนการเดินทางและค่าบริการที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไป และอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจดังกล่าวในระยะยาว ไม่เพียงเท่านี้ ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นยังส่งผลต่อ เสถียรภาพทางการคลังของภาครัฐ เนื่องจากความจำเป็นในการใช้นโยบายอุดหนุนพลังงานหรือมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน
สั่งตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ได้ยืนยันว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและความแข็งแกร่งเพียงพอ ประกอบกับภาคการคลังยังมีความยืดหยุ่นและมีขีดความสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนภายนอก โดยไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในเกณฑ์บริหารได้ สัดส่วนหนี้สาธารณะยังต่ำกว่ากรอบวินัยการคลัง และระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง โดยมีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองรองรับความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ที่เข้มแข็ง
ทั้งนี้ ยังได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สภาพัฒน์, สำนักงบประมาณ, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก
ซึ่งจากการวิเคราะห์และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กระทรวงการคลังได้สรุปผลเบื้องต้น ดังนี้ 1.ผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต (Energy & Cost Channel) คาดว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจมีความผันผวนและปรับเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไทยนำเข้าเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งราคา LNG จะเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันและจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้ แต่อย่างไรก็ตามไทยมี ‘กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง’ ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งในปัจจุบัน สามารถรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันภายในประเทศได้
2.ผลกระทบด้านการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน (Trade & Supply Chain Channel) หากความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือบริเวณภูมิภาคในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือและค่าระวางเรือปรับสูงขึ้น ซึ่งหากมีการเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรืออาจทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น ผลกระทบดังกล่าวอาจเพิ่มต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก และอาจสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการที่พึ่งพาการส่งออกและวัตถุดิบนำเข้า โดยกระทรวงการคลังได้ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมดำเนินมาตรการดูแลและสนับสนุนสภาพคล่องของผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ
3.ผลกระทบด้านภาคการท่องเที่ยว (Tourism Channel) ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดน่านฟ้าบางประเทศ ส่งผลให้สายการบินยกเลิกหรือปรับเส้นทางการบิน ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างบางส่วน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกระทบความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางบินระยะไกล โดยต้นทุนตั๋วโดยสารที่สูงขึ้นและระยะเวลาเดินทางที่ยาวขึ้น
4.ผลกระทบด้านอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Channel) ราคาพลังงานโลกที่ผันผวน อาจกดดันต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าและบริการภายในประเทศคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ โดยเดือน ม.ค.2569 อยู่ที่ -0.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และกระทรวงการคลังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 0.3%
5.ผลกระทบด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และอัตราแลกเปลี่ยน (Financial Market Channel) ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง อาจเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น สินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์สหรัฐ ทองคำ เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายกระแสเงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอาจมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าเงินในภูมิภาค รวมถึงค่าเงินบาทอาจจะมีความผันผวนและอ่อนค่าลงในระยะสั้น ซึ่งกระทรวงการคลังได้ประสานงานให้ ก.ล.ต.และ ตลท.ใช้เครื่องมือและมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดที่เหมาะสม สามารถปรับใช้ได้ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและเสถียรภาพให้ตลาดการเงินไทย
6.ผลกระทบด้านแรงงาน (Labour Channel) สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยในตะวันออกกลางประมาณ 110,000 คน ทั้งในด้านความปลอดภัยและการจ้างงาน อย่างไรก็ตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ เตรียมความพร้อมด้านการคุ้มครองคนไทยในต่างประเทศ และติดต่อประสานงานกับแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด
‘สงคราม’ ทำเศรษฐกิจชะงัก
ภายใต้ความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและผลกระทบต่อระบบพลังงานโลก เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวมีลักษณะพลวัตและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามบริบทของภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ระบุว่า สภาพัฒน์ได้จัดทำ 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) เพื่อประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจโลกและไทย ในเรื่องความกังวลด้านราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และเสถียรภาพตลาดการเงิน บนสมมติฐานที่ 1.หากสถานการณ์คลี่คลายภายใน 1 เดือน (ประมาณกลางเดือน มี.ค.-สิ้นเดือน เม.ย.) จะเกิดผลกระทบจำกัด เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง จากแรงกดดันราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ตลาดเงิน ตลาดทุนผันผวน และค่าเงินบาทอ่อนค่าในบางช่วง ซึ่งบางวันอ่อนค่านำภูมิภาค
โดยคาดว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะไม่เกิน 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนมีเหตุการณ์ คือ 58-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เงินเฟ้อไทยอาจเพิ่มขึ้นราว 1% แม้ช่วงเหตุการณ์จะสิ้นสุดลง แต่ราคาน้ำมันจะยังอยู่ในระดับสูงอีกระยะหนึ่ง ส่วนประเทศต่างๆ ที่มีการระบายน้ำมันสำรองออกมา จะต้องหาน้ำมันกลับเข้ามา ตัวซัปพลายในระดับโลกคงลดลงจากเดิม เมื่อซัปพลายโลกลดลง ดีมานด์เพิ่มขึ้น ราคาก็คงต้องขึ้น แต่คงไม่สูงเท่าช่วงมีเหตุการณ์ แต่ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบต่อจีดีพีได้ เพราะไม่รู้ว่าเศรษฐกิจโลกจะปรับยังไง เหตุการณ์ยังไม่นิ่ง
สมมติฐานที่ 2.เหตุการณ์ยืดเยื้อ 3 เดือน เสี่ยงเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflation) หากความขัดแย้งรุนแรงขึ้น แต่ยังไม่ขยายวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มมากขึ้น เรืออาจจะผ่านไม่ได้ และยืดยาวเป็นเวลา 3 เดือน จะทำให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย บางประเทศเผชิญภาวะ Stagflation หากเกิดกรณีนี้ราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อไทยอาจพุ่งขึ้นถึง 1.9% ส่วนสมมติฐานที่ 3.การเกิดสงครามขนาดใหญ่ แต่ยังประเมินว่าโอกาสที่เกิดขึ้นน้อย ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อมีโอกาสทะลุกรอบเป้าหมาย 3%
ดนุชา ชี้ว่า การประเมินผลกระทบโดยตรงต่อจีดีพีของไทยยัง ‘ทำได้ยาก’ เนื่องจากยังไม่เห็นผลกระทบต่อการค้าโลก และเหตุการณ์ยังไม่นิ่ง แต่สิ่งที่คำนวณได้จากผลกระทบในการขึ้นราคาน้ำมันดีเซล จะพบว่าทุกๆ การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1 บาทจะกระทบจีดีพีประมาณ 0.02% ซึ่งปัญหาสำคัญของประเทศไทยตอนนี้คือ ‘เรื่องราคาพลังงาน’ โดยราคาน้ำมันจะมีผลต่อ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ที่จะต้องเข้าไปดูแลก่อน ได้แก่ 1.ภาคเกษตร ที่มีการใช้น้ำมันดีเซล 1,800 ล้านลิตรต่อปี 2.ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนใหญ่ใช้น้ำมันเตา และแก๊ส อยู่ประมาณ 1,600 ล้านลิตรต่อปี 3.ภาคขนส่ง ใช้น้ำมันดีเซล 18,000 ล้านลิตรต่อปี
“ในสถานการณ์นี้โอกาสของเศรษฐกิจไทย อยู่ที่เรื่องการส่งออกอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของโลก ซึ่งไทยควรใช้โอกาสนี้ในการเร่งผลิตเพื่อส่งออกให้มากขึ้น เพื่อช่วยพยุงภาคธุรกิจและเศรษฐกิจในภาพรวม การเร่งส่งออกจึงจะกลายเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยตีตื้น หรือลดผลกระทบต่อจีดีพีจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นได้ ดังนั้นการขยายตัวของภาคการส่งออกจะช่วยให้ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ลดลงมากจนเกินไป”
ผลกระทบราคาพลังงานสะเทือน ศก.
ในมิติของเศรษฐกิจ คงปฏิเสธไม่ได้ และต้องยอมรับไปพร้อมกันว่า ‘ราคาพลังงาน’ มีผลอย่างมากต่อต้นทุนในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม โดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ลงเหลือ 1.4% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.8% จาก ‘ผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง’ ที่ส่งผลให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกันอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไทย เฉลี่ยทั้งปีจะเร่งตัวขึ้นมาเกินกรอบเป้าหมายของ ธปท. อยู่ที่ 3.2%
ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศจะชะลอตัวลง โดยเฉพาะการบริโภคที่มีแนวโน้มจะถูกกระทบจากกำลังซื้อครัวเรือนและความเชื่อมั่นที่ลดลงตามราคาพลังงานและอาหารที่ปรับสูงขึ้น และจากรายได้แรงงานที่แท้จริงที่หดตัว ขณะที่ภาคธุรกิจได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและอัตรากำไรที่ลดลง ธุรกิจจะชะลอการลงทุนจากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น เสถียรภาพเศรษฐกิจจะมีความเปราะบางมากขึ้นจากแนวโน้มโอกาสการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และการขาดดุลการคลังที่สูงขึ้น (triple deficits)
ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน SCB EIC ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากการเร่งตัวของราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิในสัดส่วนสูงถึงราว 8% ของจีดีพี และมีสัดส่วนสินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูงราว 12-13% ตลอดจนมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำ ซึ่งผลกระทบของสงครามจะทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับ ‘Stagflation’ จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น รวมทั้งอาจสร้างความเปราะบางต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านการขาดดุลใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย และขาดดุลการคลัง
ขณะที่ ‘นโยบายการเงิน’ เจอความท้าทายจาก Stagflation ทำให้ SCB EIC ประเมินว่า กนง.จะไม่เลือกปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เนื่องจากจะพิจารณาว่าเงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ภาคธุรกิจอาจไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภคได้มากนักภายใต้อุปสงค์ที่ซบเซา ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจส่งผลลบต่อเรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำต่อเนื่อง และมีความเปราะบางจากปัญหาภาระหนี้ในภาคครัวเรือนและเอสเอ็มอี
ขณะเดียวกัน ‘การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย’ ในช่วงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเกินกรอบของนโยบายการเงิน อาจทำให้ตลาดตั้งคำถามกับ Commitment ของ ธปท.ต่อ Inflation targeting และอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วขึ้น ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพิ่มเติม รวมถึงประสิทธิภาพของการลดดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจมีค่อนข้างจำกัด ภายใต้ภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำมากแล้ว และเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้น กนง.จึงน่าจะเก็บ Policy Space ไว้ใช้เมื่อมีความจำเป็นและมีความมั่นใจในทิศทางของเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น
อย่างไรก็ดี กนง.อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยเพิ่มได้อีก 1 ครั้งในปีนี้ หรือต้นปี 2570 หากผลกระทบต่อจีดีพีรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่ง ธปท.ตั้งใจที่จะใช้มาตรการเฉพาะจุดต่างๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลของนโยบายการเงิน เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรการ Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เป็นต้น
มองรัฐเดินเกมถูก ‘เลิกตรึงราคาน้ำมัน’
สำหรับแนวทางการดูแลสถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศของรัฐบาล ที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีกหน้ากระดานจากการช่วยเหลือแบบถ้วนหน้า (Broad-based Subsidy) มาเป็นการบริหารจัดการแบบค่อยเป็นค่อยไป (Managed Float) นั้น ยรรยง มองว่า ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เนื่องจากในความเป็นจริงแล้ว ราคาน้ำมันที่แท้จริงอาจพุ่งสูงถึง 60 บาทต่อลิตรหรือมากกว่านั้นหากรัฐบาลปล่อยลอยตัวในทันที
ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ประเด็นสำคัญที่สุดอยู่ที่ ‘กระบวนการนำไปปฏิบัติ (Execution)’ ว่าจะทำอย่างไรให้การปรับราคาขึ้นเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะหากตรึงราคาไว้นานเกินไปจนทรัพยากรหรือกองทุนน้ำมันฯ หมดลง ‘อาจมีความเสี่ยงต่อวิกฤตเฉียบพลัน (Shock)’ ดังนั้นมองว่า เมื่อถึงจุดที่ไม่สามารถแบกรับได้อีกและต้องปล่อยราคาลอยตัว จะเกิดสภาวะช็อกต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง คล้ายกับวิกฤตการณ์ปี 2540 ที่มีการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศจนหมดเพื่อรักษาค่าเงิน!
การตรึงราคาน้ำมันไว้ในระดับต่ำแบบครอบคลุมทุกกลุ่ม อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อหนี้สาธารณะ ขณะที่การอุดหนุนแบบถ้วนหน้านั้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือกลุ่มที่มีรายได้สูง ดังนั้นข้อเสนอคือ รัฐควรอุดหนุนแบบเฉพาะจุด (Targeted Subsidy) ภาครัฐควรเปลี่ยนมาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร และภาคขนส่งสาธารณะแทนการอุดหนุนถ้วนหน้า รวมถึงต้องสื่อสารความจริงอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับวิกฤตพลังงานโลกให้ประชาชนทราบ เพื่อสร้างความร่วมมือในการประหยัดพลังงาน และการปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาว
เอกชนโอดน้ำมันพุ่งกระทบต้นทุนธุรกิจอ่วม
แน่นอนว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ต้นทุนขนส่งและราคาสินค้าในห่วงโซ่อุปทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยได้เสนอแนวทางต่อภาครัฐเพื่อบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานในระยะสั้น ผ่าน ‘มาตรการด้านภาษี’ ด้วยการสนับสนุนให้ภาครัฐพิจารณาใช้กลไกภาษีสรรพสามิตเพื่อช่วยบรรเทาภาระราคาน้ำมันแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ, ‘มาตรการด้านการประหยัดพลังงานระดับชาติ’ โดยรัฐควรเร่งออกมาตรการเชิงรุกเพื่อรณรงค์และกระตุ้นการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง และ ‘มาตรการในการกำกับดูแลการกระจายน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ’ โดยภาครัฐควรเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการขนส่งและการกระจายน้ำมัน เพื่อป้องกันการลักลอบนำน้ำมันออกนอกระบบ
ด้าน บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา ในเส้นทางระหว่างท่าเรือปากเกร็ดถึงท่าเรือวัดราชสิงขร ยอมรับว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการให้บริการ โดยราคาอยู่ที่ 38.99 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 26 มี.ค.2569 บริษัทจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับอัตราค่าโดยสารเรือทุกประเภท ขึ้น 2 บาทจากอัตราเดิม ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 30 มี.ค.2569 เป็นต้นไป
ขณะที่ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า วิกฤตสงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนทางด้านพลังงานเป็นพื้นฐานของธุรกิจทั่วไป ทำให้ต้องมีการวางแผนอย่างเป็นระบบและซับซ้อนมากขึ้น จะเห็นได้ว่าเริ่มมีสัญญาณแล้วในพื้นที่ต่างจังหวัด อาจจะส่งสินค้าและวัตถุดิบที่ใช้ได้ช้ากว่าปกติ ซึ่งอาจมีผลกระทบให้สินค้าบางอย่างขาด จะกระทบหมดทุกสินค้า ขณะเดียวกันยังมองว่าราคาผักสดและผลไม้สดก็อาจต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน และประเด็นที่จะมีผลกระทบเร็วที่สุดคือเม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์สำหรับดิลิเวอรี อาทิ ช้อน แก้วน้ำ ชาม สำหรับดิลิเวอรีทั้งหมดในวันนี้น่าจะเกิดปัญหาขึ้นถ้าหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ดังนั้นกระดาษเตรียมที่จะเข้ามาทดแทนกันมากขึ้นในเรื่องของบรรจุภัณฑ์ และแน่นอนก็ต้องมีการปรับราคาอย่างแน่นอนไม่ใช่แค่ไมเนอร์ แต่ทั้งนี้บริษัทจะพยายามตรึงราคาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น หรือประมาณ 3 เดือน
ด้าน แกร็บ ประเทศไทย ยอมรับว่า ที่ผ่านมาแกร็บได้พิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น ขณะเดียวกันแกร็บได้ประกาศให้อินเซนทีฟพิเศษเพื่อแบ่งเบาภาระของคนขับและไรเดอร์ที่ให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสาร รวมถึงบริการดิลิเวอรีผ่านแอปพลิเคชัน Grab เพื่อช่วยเหลือค่าน้ำมันในทุกเที่ยวของการให้บริการ รวมมูลค่า 10 ล้านบาท และเงินจำนวนดังกล่าวนี้จะช่วยเหลือได้ถึง 1 เม.ย.2569
“เรากำลังทำการบ้าน ประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าจะอีกนานแค่ไหน และจะช่วยได้อย่างไรหลังจากสิ้นสุดอินเซนทีฟพิเศษ รวมทั้งการพิจารณาปรับราคาค่าบริการที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งกำลังมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด”
อย่างไรก็ดี ในเชิงข้อเท็จจริงแล้วประเทศไทยมีสถานะเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ โดยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานภายในประเทศมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกโดยตรง ขณะเดียวกันโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาภาคการผลิตเพื่อการส่งออกและภาคบริการเป็นหลัก ยิ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงของต้นทุนพลังงานส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อดุลการค้า อัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และรายได้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนอย่างเป็นระบบ.