เจนใหม่ ‘วิธิตากรุ๊ป’ สานต่อตำนาน ‘ขายหัวเราะ’
GH News April 02, 2026 10:38 AM
เรื่อง : พฤฒินันท์ สุดประเสริฐภาพ : ภูริณัฐ พูลธัญกิจ

หากพูดถึง “ขายหัวเราะ” หลายคนจะคุ้นเคยหนังสือการ์ตูนที่อยู่คู่กับคนไทยมากว่า 5 ทศวรรษ ด้วยมุขตลกแบบไทย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จนถูกขนานนามว่าเป็น “จดหมายเหตุประเทศไทย” และเป็นแบรนด์ที่ทำให้ “บันลือกรุ๊ป” เติบโตคู่กับคนไทยมาตลอดเกือบ 7 ทศวรรษ

วันนี้ บันลือกรุ๊ป เดินหน้าต่อด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารรุ่นใหม่ ในการทรานส์ฟอร์มสู่ “วิธิตากรุ๊ป” กลุ่มบริษัทที่ขับเคลื่อนและสร้างสรรค์คอนเทนต์ด้วยความเข้าใจ พร้อมกับการขยายสื่อใหม่ เพื่อเข้าหากลุ่มผู้บริโภคที่แตกต่างไป

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสคุยกับ “พิมพ์พิชา อุตสาหจิต” CEO ของวิธิตากรุ๊ป

เริ่มต้นจาก “ความผูกพัน”

พิมพ์พิชา เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเข้ามารับช่วงบริหารจาก คุณพ่อ-วิธิต อุตสาหจิต หรือ บก.วิติ๊ด ว่าเป็นความผูกพันในสมัยเด็ก ซึ่งเติบโตมากับการที่คุณปู่ (บันลือ อุตสาหจิต) และคุณพ่อคุณแม่ทำงานหนักมาโดยตลอด เธอจึงมักจะตามคุณพ่อคุณแม่ไปทำงาน นั่งเล่น และได้ช่วยงานในออฟฟิศมาตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้เกิดเป็นความผูกพันและซึมซับกับธุรกิจของครอบครัวโดยไม่รู้ตัว

“มันก็เลยเหมือนเป็นไก่กับไข่ คือ เราไม่รู้ว่าเราชอบ เราเลยเหมือนโตมาทําสิ่งนี้ หรือว่าเพราะเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนี้ เราเลยมีความชอบแบบนี้” พิมพ์พิชากล่าวเปรียบเทียบ

จากจุดนี้ ทำให้พิมพ์พิชาตัดสินใจ เลือกเรียนต่อปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และเรียนปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ เพื่อให้เกิดความเข้าใจทั้งโลกของสื่อและโลกของการบริหารธุรกิจ ก่อนกลับมารับช่วงต่อในการบริหาร

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงของสื่อสิ่งพิมพ์เป็นหนึ่งในความท้าทายที่เกิดขึ้น ในวันที่พิมพ์พิชาเข้ามารับช่วงต่อ ซึ่งเวลานั้นเผชิญกับภาวะตลาดที่หดตัวอย่างมาก และมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ต้องพยายามเรียนรู้เพื่อปรับตัว อยู่รอดในการเปลี่ยนแปลงนี้ และทำให้แบรนด์หรือธุรกิจนี้ที่เปรียบเสมือน Legacy ของครอบครัวให้เติบโตคู่คนไทยไปอีกนานเท่านาน

ขายหัวเราะ

ไม่ได้มีแค่ “การ์ตูน”

ปัจจุบัน วิธิตากรุ๊ป มีหน่วยธุรกิจในหลากหลายมิติ ทั้งจักรวาล Salmon (แซลมอน) ที่มีเอเยนซี่โฆษณา-โปรดักชั่นเฮาส์-คอนเทนต์-สิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์อื่น ๆ ที่เข้าหาคนในแต่ละกลุ่ม เช่น สำนักข่าว The Matter, Capital (สื่อเกี่ยวกับธุรกิจ-แบรนด์), M.O.M (สื่อสำหรับกลุ่ม Modern Parenting) จนถึงแคแร็กเตอร์ต่าง ๆ ของเครือ ทั้งขายหัวเราะ, ปังปอนด์, หนูหิ่น, นากธุรกิจ

อีกหนึ่งหน่วยธุรกิจของวิธิตากรุ๊ป คือ “วิธิตา แอนิเมชั่น (Vithita Animation)” ที่เกิดขึ้นในฐานะสตูดิโอแอนิเมชั่น ตั้งแต่ปี 2544 และฝากผลงานแอนิเมชั่นทางโทรทัศน์ที่หลายคนคุ้นเคย และกำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในการดูแลและผลิตมาสคอต-แคแร็กเตอร์ต่าง ๆ แบบ One-Stop Service โดยอยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์แคแร็กเตอร์ให้กับแบรนด์ชั้นนำ เช่น ก็อตจิ (Godji) ของกลุ่ม ปตท., แม่มณี (Mae Manee) ของธนาคารไทยพาณิชย์ และน้องกล้วยกรุงศรี ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา

สำหรับโมเดลธุรกิจ-การหารายได้ ในอดีต เราจะคุ้นเคยกันว่า ธุรกิจสำนักพิมพ์-สื่อสิ่งพิมพ์ มักจะมีโมเดลรายได้หลัก ๆ จากสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะขายในรูปแบบเล่ม หรือการขายพื้นที่โฆษณา

แต่สำหรับวิธิตากรุ๊ป ณ วันนี้ มีทั้งการสร้างรายได้จากกลุ่ม B2B (Business-to-Business) ผ่านพื้นที่โฆษณาในคอนเทนต์ของเครือ, Partnered Content จนถึงการร่วมพัฒนาแคมเปญต่าง ๆ กับแบรนด์หรือองค์กร และธุรกิจพัฒนามาสคอต-แคแร็กเตอร์

ส่วนรายได้จากกลุ่ม B2C (Business-to-Consumer) มีตั้งแต่การทำสินค้าที่ระลึกจากแบรนด์ต่าง ๆ จนถึงการต่อยอดคอนเทนต์ต่าง ๆ จากสื่อในเครือโดยเฉพาะรายการพอดแคสต์ ไปสู่แพลตฟอร์มหรือรูปแบบอื่น ๆ ทั้งหนังสือ และงานอีเวนต์

ขายหัวเราะ

แจ้งเกิด : แซวทันกระแส

เมื่อพูดถึง “ขายหัวเราะ” ที่หลาย ๆ คนขนานนามว่าเป็น “จดหมายเหตุประเทศไทย” ที่หยิบกระแสต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา มาทำเป็นแก๊กสนุก ๆ เข้าถึงผู้อ่าน มาจนถึงปัจจุบันที่กลายเป็นยุคสื่อออนไลน์

พิมพ์พิชาเล่าถึงกระบวนการทำงานว่า ในอดีตจะเป็นการทำงานแบบคนเดียว ต่างคนต่างเขียน (One Man Show) แต่ในปัจจุบันมีการปรับระบบการทำงานเป็นรูปแบบ “สตูดิโอ” คล้ายกับโมเดลในต่างประเทศ เช่น ดิสนีย์ (Disney) หรือสตูดิโอ จิบลิ (Studio Ghibli) มีทีมงานในการทำงาน ทั้งนักวาด, ครีเอทีฟ (Creative), ผู้กำกับศิลป์ (ArtDirector), ผู้กำกับความฮา (Humor Director) ทำให้การทำงานที่ทันกระแส หรือโจทย์ต่าง ๆ จากลูกค้า มีความเป็นมืออาชีพสูงขึ้น สามารถบริหารเวลาและส่งมอบงานให้ลูกค้าหรือแบรนด์ต่างๆ ได้อย่างน่าเชื่อถือและตรงต่อเวลา

การปรับตัวเป็นเรื่องธรรมดา

ในวันที่ธุรกิจสื่อเปลี่ยนไป ทั้งเรื่องเทคโนโลยี จนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนในทุก ๆ วัน และเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

พิมพ์พิชาเล่าถึงหลักคิดในการปรับตัวไปกับกระแสและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว โดยเชื่อว่าไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแทบจะรายวัน แต่สิ่งที่เราควบคุมได้ คือ Mindset ของตัวเอง เธอพยายามบอกตัวเองและทีมงานให้ทำใจให้ชิน และมองการปรับตัวเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวันเหมือนการกินข้าวทุกวัน เพราะในยุคปัจจุบัน การปรับตัวถือเป็นความจำเป็นของการทำงานในทุกอุตสาหกรรม ไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงได้

และมองอุปสรรคต่าง ๆ ให้เป็นคลื่นในทะเล ซึ่งไม่มีวันควบคุมให้ทะเลสงบได้ตลอดเวลา เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่โต้คลื่นเก่งที่สุด หรือมีเรือลำใหญ่ที่สุด แต่เราต้องเรียนรู้ที่จะประคองตัวเองให้ “อยู่บนยอดคลื่น” และพาตัวเองไปให้ถึงจุดหมายได้นานที่สุด

“ต่อให้คลื่นแรงแค่ไหน เราไม่ยอมให้คลื่นซัดเราจม” พิมพ์พิชากล่าว

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.