อินเดียคือหนึ่งในตลาด “เย้ายวน” ที่สุดในโลก ด้วยประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน และชนชั้นกลางที่ขยายตัวเร็ว ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทย-อินเดียก็เติบโตต่อเนื่อง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า “ใครเข้าไปก็รอด”
อินเดียคือตลาดที่ต้องใช้ความเข้าใจ ความอดทน และกลยุทธ์ที่แม่นยำ แน่นอนว่าไม่ง่าย แต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้
ภาพรวมการค้าไทย-อินเดีย การค้าระหว่างไทยกับอินเดียในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว จากราว 8.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2014 สู่ 17.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024
แม้จะสะดุดช่วงโควิด แต่ก็ฟื้นตัวแรงหลังเศรษฐกิจเปิด และไทยยังคงเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง
สินค้าส่งออกหลักของไทย ได้แก่ เคมีภัณฑ์ อัญมณีและเครื่องประดับ เม็ดพลาสติก ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ และเครื่องจักร
สินค้านำเข้าหลักจากอินเดียคืออัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ สินแร่โลหะ และสัตว์น้ำสด
แม้การค้าระหว่างกันจะเต็มไปด้วยโอกาส แต่ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าสู่ตลาดอินเดียต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด่านที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ด่านที่ 1 : ภาษีและกำแพงการค้า อินเดียยังเป็นประเทศที่ตั้งภาษีนำเข้าสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ โดยเฉพาะในสินค้าที่รัฐต้องการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยแบบ MFN (Simple Average MFN Applied)
อยู่ที่ประมาณ 15.3% สูงที่สุดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ (จีน 7.5%, EU 5.1%, ญี่ปุ่น 3.9%)
อีกทั้งเพดานภาษีสูงสุด (Simple Average Bound) สูงถึง 48.5% สูงมากเมื่อเทียบกับอัตราที่ใช้อยู่จริง และสินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อผูกพันคิดเป็น 74.4% ของรายการสินค้าทั้งหมด
หมายความว่าอินเดียยังมี “ช่องว่าง” อีกมากในการปรับขึ้นภาษี โดยไม่ละเมิดพันธกรณี WTO
แม้จะมีข้อตกลง ASEAN-India FTA แต่สินค้า “อ่อนไหว” หลายรายการยังไม่ได้รับการเปิดตลาดเต็มที่ ตัวอย่างชัดเจน
– สิ่งทอและเสื้อผ้า ภาษีนำเข้าอาจสูงถึง 20%
– สินค้าเกษตรและอาหารบางชนิด ภาษีอาจแตะ 30-100% เช่น ข้าว นม อาหารทะเล หรือเนื้อสัตว์
– ยานยนต์และชิ้นส่วนบางประเภทภาษียังสูงถึง 10-100%
มาตรฐานและกฎระเบียบ : ไม่ใช่แค่ผ่าน แต่ต้อง “ตรงเป๊ะ” นอกจากภาษี สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยเจอบ่อยคือ อุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี เช่น มาตรฐานสินค้า การรับรอง และขั้นตอนนำเข้า เช่นกรณี
– ผลไม้ไทย เช่น ลำไย เงาะ ต้องผ่านการตรวจศัตรูพืชและสารตกค้างอย่างเข้มงวด ต้องมีใบรับรองเฉพาะ และอาจถูกสุ่มตรวจจนเกิดความล่าช้า
– อาหารแปรรูปหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยอาหารของอินเดีย ซึ่งอาจแตกต่างจากมาตรฐานของไทยหรือมาตรฐานสากล
– เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนยานยนต์ อาจต้องขอรับรองมาตรฐานอินเดีย (BIS) แม้จะมีมาตรฐานสากลอยู่แล้ว และขั้นตอนใช้เวลานาน
รวมไปถึงพิธีการศุลกากรใช้เวลายาวนาน จากระบบราชการ หรือข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ท่าเรือ
ด่านที่ 2 : สภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย แม้อินเดียมีการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง จนอันดับ Ease of Doing Business จากอันดับ 142 ในปี 2015 ขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 63 ในปี 2020 แต่เมื่อเทียบกับไทยการทำธุรกิจยังถือว่าใช้เวลาและขั้นตอนมากกว่า รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจต่างจากที่คุ้นเคย
โดยผู้ประกอบการต้องรับมือกับกฎระเบียบจากหลายระดับ (รัฐบาลกลาง+ท้องถิ่น) จากความแตกต่างของกฎในแต่ละรัฐ รวมถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมและภาษา
นอกจากนี้ ต้นทุนโลจิสติกส์ค่อนข้างสูง จากความแออัดหรือการเชื่อมโยงด้านการขนส่งที่ยังไม่พัฒนา
โดยการดำเนินการต้องอาศัยตัวแทนหรือผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น หมายความว่าธุรกิจควรมีพาร์ตเนอร์ท้องถิ่น จะช่วยให้ประหยัดเวลาและต้นทุนได้มาก
ด่านที่ 3 : คู่แข่งท้องถิ่นแข็งแกร่ง และมีรัฐหนุนหลัง
หลายอุตสาหกรรมหลักของอินเดียมีผู้เล่นในประเทศที่แข็งแรงมาก และได้เปรียบเชิงนโยบาย
“เทคโนโลยี” อินเดียเป็นศูนย์กลาง IT โลก บริษัทไอทีสัญชาติอินเดียมีขนาดมหึมา ต้นทุนต่ำ และเข้าใจตลาดดีกว่า เช่น TCS, Infosys และ Wipro
และยังมีกฎด้านข้อมูลและดิจิทัลที่บังคับให้บริษัทต่างชาติต้องปฏิบัติตามอย่างเข้มงวด
“เภสัชกรรม” อินเดียถูกขนานนามว่า “คลังยาโลก” ผลิตยาสามัญกว่า 20% ของโลก แข่งขันด้านราคาสูงมาก อีกทั้งหน่วยงานกำกับดูแลมีมาตรฐานที่เข้มงวดและซับซ้อน
บริษัทไทยแทบไม่สามารถสู้ในตลาดยาสามัญ ต้องหาช่องเฉพาะ เช่น เวชภัณฑ์เฉพาะทาง หรือสมุนไพร
“ธุรกิจสิ่งทอ” อินเดียเป็นหนึ่งในผู้ผลิตสิ่งทอรายใหญ่ที่สุดของโลก มีแรงงานกว่า 45 ล้านคน และได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างแข็งขัน ดังนั้น สินค้าไทยจึงเหมาะกับตลาดที่มีเอกลักษณ์หรือตลาดพรีเมี่ยมมากกว่าตลาดทั่วไป
“เกษตรและอาหาร” เกษตรกรรมเป็นแหล่งทำมาหากินหลักของประชาชนอินเดีย รัฐจึงปกป้องอย่างเข้มข้น ทั้งภาษีนำเข้า ราคาประกันขั้นต่ำ หรือแม้แต่การห้ามนำเข้าเมื่อผลผลิตล้นตลาด
Atmanirbhar Bharat “อินเดียพึ่งพาตนเอง” นโยบายของอินเดียตั้งแต่ปี 2020 คือผลักดันให้อินเดียพึ่งพาตนเองในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม
ไม่ว่าจะเป็นขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าที่อยากให้ผลิตในประเทศ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือการใช้นโยบาย Production-Linked Incentive (PLI) ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยา สิ่งทอ รวมถึงการสนับสนุนโครงการ Made in India, Startup India, และ Digital India
ยิ่งทำให้เห็นภาพชัดว่า การส่งออกอย่างเดียวอาจไม่พอ หากต้องการอยู่ในตลาดอินเดียระยะยาว
แล้วธุรกิจไทยควรเดินเกมอย่างไร ?
อินเดียไม่ใช่ตลาดสำหรับคนใจร้อน แต่เหมาะกับคนที่คิดไกล
– พยายามใช้ FTA ให้เต็มที่ และติดตามความคืบหน้าของการเจรจาการค้าอย่างใกล้ชิด
– เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานสินค้าของอินเดีย
– หาพันธมิตรท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องกฎ ระบบราชการ และความแตกต่างของตลาด
– อย่าแข่งราคาตรง ๆ แต่ขาย “ความแตกต่าง”
– ปรับสินค้าให้เข้ากับรสนิยมและวัฒนธรรมท้องถิ่น
– พร้อมปรับตัวตามนโยบายรัฐที่เปลี่ยนเร็ว
– ใช้กลไกสนับสนุนจากภาครัฐทั้งไทยและอินเดีย
ธุรกิจไทยที่อยากโตในอินเดียระยะยาวอาจต้องคิดถึงการลงทุนในอินเดีย ไม่ใช่แค่การส่งออก รวมถึงต้องมุ่งเน้นความร่วมมือ ไม่ใช่แค่การแข่งขัน เป็นการเข้าสู่ตลาดในรูปแบบที่เป็นประโยชน์ร่วมกันสำหรับทั้งสองประเทศ
ตลาดอินเดียคือสนามที่ยาก แต่คือรางวัลใหญ่ ใครที่ผ่านด่านกฎระเบียบ คู่แข่ง และนโยบายได้ จะมีโอกาสเข้าถึงหนึ่งในตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่และมีศักยภาพที่สุดในโลก
ไม่ใช่ทุกบริษัทไทยจะเหมาะกับอินเดีย แต่บริษัทที่ “วางแผนดี อดทน และเข้าใจอินเดียจริง”
อินเดียอาจกลายเป็นตลาดดาวรุ่งระยะยาวที่สุดที่เคยมีมา