ประเทศไทยและอากาศร้อนเป็น ของคู่กัน
โดยปีนี้มีการคาดการณ์ว่า อุณหภูมิจะพุ่งขึ้นสูงถึง 43 องศาเซลเซียส ในบางจังหวัดทาง ภาคเหนือ ตามการพยากรณ์ของ กรมอุตุนิยมวิทยา
นอกจากนั้น ในฤดูร้อนปี 2026 จะร้อนกว่าปีที่ผ่านมา และความร้อนระอุได้เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์จนถึงกลางเดือนพฤษภาคมปีนี้
ที่สำคัญ จะมีช่วงพีกสุดคือในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2026
ด้วยสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงเช่นนี้ ทำให้หลายองค์กร โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐ เร่งออกมาตรการเพื่อช่วยให้ประชาชนและพนักงานยังสามารถทำงานฝ่าอากาศร้อนได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
ล่าสุด คณะรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ทำงานที่บ้าน (Work From Home) ทันที เพื่อลดการใช้พลังงาน และลดผลกระทบจากวิกฤตภูมิอากาศและคลื่นความร้อน
รวมถึงตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในสำนักงานไว้ที่ 26 องศาเซลเซียส และลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น เช่น การงดทริปดูงานต่างประเทศทั้งหมดในช่วงนี้
เมื่อสภาพอากาศไม่เป็นใจ สิ่งสำคัญคือการรู้จักปรับวิธีทำงานและดูแล ตัวเองอย่างถูกต้อง และนี่คือคู่มือที่คุณไม่ควรพลาด !
เคล็ดลับทำงานท็อปฟอร์มฝ่าอากาศร้อน
1.ใช้ประโยชน์จากมาตรการ Work From Home ให้เต็มที่
ด้วยนโยบายใหม่ของรัฐบาลที่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานที่บ้าน เพื่อลดผล กระทบจากอากาศร้อนและวิกฤตพลังงาน นี่เป็นโอกาสที่คุณจะได้ทำงานในพื้นที่ที่ควบคุมอุณหภูมิได้ แทนที่จะออก เดินทางกลางแดดจัด อีกทั้งยังได้เวลาพักผ่อนที่เพิ่มขึ้นจากตารางการทำงานที่ยืดหยุ่นขึ้นอีกด้วย
2.บริหารสภาพแวดล้อมการทำงานให้เย็นและปลอดภัย
หากจำเป็นต้องเข้าทำงานในออฟฟิศหรือทำงานกลางแจ้ง ให้จัดพื้นที่ทำงานให้เหมาะสม เช่น
ตั้งอุณหภูมิแอร์ที่ 26 องศา ตามคำแนะนำภาครัฐเพื่อประหยัดพลังงานแต่ยังคงความสบาย
ใช้ม่านกันแดดหรือฟิล์มสะท้อนความร้อน
หลีกเลี่ยงการทำงานกลางแจ้งในช่วงแดดแรงที่สุด ตั้งแต่ 11.00-15.00 น.
3.ดื่มน้ำให้มากขึ้นกว่าปกติ และเติมเกลือแร่ให้ร่างกายตื่นตัว
อากาศร้อนทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำเร็วมาก และการดื่มเพียงน้ำเปล่าในบางครั้งก็อาจไม่พอ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางหรือทำงานกลางแดด
เทคนิคที่ช่วยได้ :
พกขวดน้ำติดตัวเสมอ
ดื่มน้ำครั้งละน้อย แต่บ่อย ๆ
เสริมเกลือแร่ในวันที่มีเหงื่อออกมาก
จำไว้ว่า การดูแลร่างกายให้ชุ่มชื้นคือกุญแจสำคัญในการทำงานฝ่าหน้าร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.ปรับตารางงานและออกแบบ Workflow ใหม่
ในช่วงที่อุณหภูมิพุ่งสูงที่สุด ให้จัดตารางงานให้เหมาะกับการปรับตัวของร่างกาย เช่น ทำงานที่ต้องใช้สมาธิในช่วงเช้าหรือค่ำ จัดประชุมออนไลน์แทนการเดินทางไปยังออฟฟิศ
5.ใช้การพักสั้น ๆ (Micro-break) เพื่อรีเฟรชสมอง
ความร้อนทำให้ความสามารถในการโฟกัสงานลดลง ดังนั้นการหยุดพักสั้น ๆ ประมาณ 3-5 นาทีในทุก ๆ ชั่วโมง ช่วยให้สมองรีเซตตัวเองและเพิ่ม Productivity ได้
หน้าร้อนแรง แต่เราแรงกว่า
แม้ฤดูร้อนในปีนี้จะทวีความรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา แต่เราก็สามารถปรับตัวให้ทำงานในอากาศร้อนได้อย่างไม่สะดุด
แม้ว่า “อุณหภูมิสูง” จะเป็น สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ แต่เราก็สามารถดูแลตัวเองได้
พร้อมกับปรับจูนตารางการทำงานของเรา เพื่อให้สามารถดำเนินงานต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ถ้าหากว่า เราเตรียมตัวอย่างดี ไม่ว่าอากาศจะร้อนแค่ไหน เชื่อว่าทุกสิ่งอย่างก็ไม่สามารถเผางานคุณภาพของเราไปได้แน่นอน
ดังนั้น แทนที่จะทนร้อน เรามาวางแผนให้ร้อนก็สู้เราไม่ได้กัน ดีกว่า มุ่งกับงาน เพื่อให้งานออกมาดี ทุกอย่างก็จะดี !