นายกฯ สิงคโปร์แถลงด่วน เตือนสงครามตะวันออกกลางส่อเค้ายืดเยื้อ หวั่นโลกเผชิญวิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจชะงักงัน รับแรงกระแทกครั้งใหญ่ งัดแผนสำรองกักตุนพลังงานและอาหาร
3 เมษายน นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้ออกแถลงการณ์ถึงประชาชน เพื่อชี้แจงถึงผลกระทบอย่างรุนแรงจากสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กำลังขยายวงกว้าง ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในพื้นที่สู้รบ แต่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปเอเชียและสิงคโปร์ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน
ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ราคาน้ำมันพุ่ง 60%ต้นตอสำคัญของวิกฤตระลอกนี้มาจากการที่ อิหร่าน ได้เข้าขัดขวางเส้นทางการเดินเรือใน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (LNG) ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทำให้ปริมาณพลังงานที่ส่งออกสู่ตลาดโลกลดลงอย่างฮวบฮาบ ซ้ำร้ายยังกระทบไปถึงการขนส่งสินค้าจำเป็นอื่นๆ เช่น ปุ๋ยและก๊าซฮีเลียม ซึ่งเป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก
ผลกระทบที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดเจนจากราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นกว่า 60% นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น
นายกฯ สิงคโปร์ ระบุเพิ่มเติมว่า แม้สหรัฐอเมริกาจะส่งสัญญาณว่าต้องการยุติสงครามในเร็วๆ นี้ แต่อาจใช้มาตรการยกระดับการโจมตีทางทหารขั้นเด็ดขาดหากการเจรจาไม่เป็นผล ซึ่งไม่ว่าสงครามจะจบลงด้วยการหยุดยิงในวันพรุ่งนี้หรือไม่ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่พังทลายไปแล้วจะต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานหลายเดือน นั่นหมายความว่าราคาน้ำมันจะยังคงแพงหูฉี่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
เตือนโลกรับมือภาวะเศรษฐกิจชะงักงันความน่ากังวลสูงสุดที่ผู้นำสิงคโปร์เน้นย้ำคือ หากวิกฤตพลังงานและการปิดเส้นทางเดินเรือยืดเยื้อ โลกอาจต้องเผชิญกับ “ภาวะ Stagflation” หรือภาวะที่ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะที่เศรษฐกิจตกต่ำและการผลิตหยุดชะงัก ซึ่งหากภาวะนี้เกิดขึ้นจริง จะสร้างความเสียหายอย่างลึกซึ้งและแก้ไขได้ยากมาก
3 มาตรการรับมือฉุกเฉินสไตล์สิงคโปร์
เพื่อรับมือกับพายุเศรษฐกิจที่กำลังตั้งเค้า รัฐบาลสิงคโปร์ได้จัดตั้ง “คณะกรรมการระดับรัฐมนตรีเพื่อรับมือวิกฤตภายในประเทศ” ทันที โดยมี 3 มาตรการหลัก ได้แก่
เสริมความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร: รัฐบาลได้สั่งให้โรงกลั่นน้ำมันและบริษัทเคมีภัณฑ์ปรับลดกำลังการผลิตและหาแหล่งวัตถุดิบจากนอกตะวันออกกลาง พร้อมเจรจาพึ่งพาพันธมิตรที่ไว้ใจได้อย่าง “ออสเตรเลีย” เพื่อนำเข้าก๊าซ LNG เพิ่มเติม และจับมือกับ “นิวซีแลนด์” เพื่อรักษาสายพานการนำเข้าอาหารและสินค้าจำเป็นให้คงอยู่
เยียวยาค่าครองชีพประชาชน: รัฐบาลเตรียมออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมจากงบประมาณประจำปีที่ประกาศไปแล้ว เช่น การเพิ่มเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้า (U-Save rebates) เพื่อลดภาระให้ทุกครัวเรือน รวมถึงเตรียมมาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนัก โดยจะมีการแถลงรายละเอียดในสภาสัปดาห์หน้า
วอนประชาชน-เอกชนร่วมใจประหยัดพลังงาน: นายกฯ หว่อง เรียกร้องให้ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนช่วยกันลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นลง เพื่อเป็นเกราะป้องกันประเทศอีกชั้นหนึ่ง
ในช่วงท้ายของการแถลง นายลอว์เรนซ์ หว่อง ได้เรียกความเชื่อมั่นจากชาวสิงคโปร์ ว่าสิงคโปร์เป็นเพียงเกาะเล็กๆ ที่ไม่อาจหลีกหนีผลกระทบจากความผันผวนของโลกได้ แต่ที่ผ่านมาสิงคโปร์ก็เคยฝ่าฟันวิกฤตใหญ่ๆ มาแล้วนับไม่ถ้วน ทั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง, วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์, โรคซาร์ส (SARS) และการระบาดของโควิด-19
“เรามีฐานะการเงินที่มั่นคง มีห่วงโซ่อุปทานที่หลากหลาย และมีความสามัคคี… ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะเผชิญหน้ากับมันในฐานะคนชาติเดียวกัน และเราจะผ่านมันไปได้ด้วยกัน” นายกฯ สิงคโปร์กล่าวทิ้งท้าย