แม่เด็ก 2 ขวบโพสต์อัปเดต 2 เม.ย. 69 เผยอัยการยังฟ้องไม่ได้ เหตุรอเอกสารจากศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี จนครบกำหนดฝากขัง ด้านผู้ต้องหาย้ายงานหนี ไร้ทะเบียนบ้าน-ที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ครอบครัวหวั่นส่งหมายไม่ถึง
ผ่านมา 3 เดือนนับจากคดี “แม่บ้านผสมเดทตอลใส่นมเด็ก 2 ขวบ” ที่เป็นข่าวครึกโครมเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2568 ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 คุณหยก (Yokey Sittitavong Zheng) แม่ของเด็กผู้เสียหาย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยว่าผู้ต้องหาในคดีนี้ถูกปล่อยตัวแล้ว เนื่องจากไม่สามารถส่งฟ้องศาลได้ทันตามกำหนดเวลาฝากขัง
คุณหยกเล่าว่าหลังจากไปออกรายการโหนกระแสทางช่อง 3 เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 กระบวนการทางคดีเดินหน้าเร็วมาก สารวัตรผู้ดูแลคดีรวบรวมหลักฐานทั้งหมดส่งอัยการ จากนั้นอัยการเรียกครอบครัวเข้าสอบปากคำเพิ่มเติม พร้อมสั่งให้ตำรวจขอเอกสารจากศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี (Ramathibodi Poison Center) เกี่ยวกับความอันตรายของสารที่ตรวจพบในขวดนม
ทุกอย่างดูราบรื่นจนถึงช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เมื่อมีคนส่งข้อความถามคุณหยกว่าเหตุใดแม่บ้านคนดังกล่าวถึงกลับมาทำงานรับจ้างตามปกติอีกครั้ง คุณหยกตกใจและสอบถามจนทราบว่า ข้อหาที่ผู้ต้องหาถูกแจ้งนั้นฝากขังได้สูงสุด 48 วัน หากครบกำหนดแล้วยังไม่ส่งฟ้องศาล ต้องปล่อยตัวทันที
เมื่อย้อนกลับไปดูข้อกฎหมาย คดีนี้อยู่ในอำนาจศาลแขวงพระนครใต้ ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง กำหนดให้ผัดฟ้องได้ไม่เกิน 5 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 6 วัน รวมไม่เกิน 48 วัน (รวมระยะเวลาควบคุมตัวเบื้องต้น) เมื่อครบกำหนดแล้วยังฟ้องไม่ได้ ผู้ต้องหาจึงต้องพ้นการคุมขังไปโดยปริยาย
สาเหตุที่ส่งฟ้องไม่ทัน คุณหยกระบุว่าเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 สอบถามไปที่อัยการ ได้รับคำตอบว่ายังรอเอกสารจากตำรวจ ขณะที่ตำรวจแจ้งว่ารอเอกสารจากศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี ซึ่งส่งหนังสือขอไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับตอบกลับ ตำรวจติดตามทวงเอกสาร 2 ครั้ง ส่วนคุณหยกเองพยายามติดต่อทั้งทางโทรศัพท์และ Line Official ของศูนย์พิษวิทยา แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ จนถึงวันที่ 25 มีนาคม 2569 ผ่านมา 1 เดือนเต็ม เอกสารฉบับดังกล่าวยังไม่ออก
ปัญหาซ้อนปัญหา คุณหยกเปิดเผยด้วยว่าผู้ต้องหาย้ายที่ทำงานไปแล้ว และจากการสืบทราบพบว่าผู้ต้องหาไม่มีทะเบียนบ้านและที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ย้ายงานไปเรื่อย ทำให้เกิดคำถามว่าหากมีหมายเรียกจะส่งไปที่ไหน และหากไม่มาตามนัด กว่าจะออกหมายเรียกอีกครั้งแล้วต่อด้วยหมายจับ จะใช้เวลานานเท่าไร จะไปตามจับได้ที่ไหน
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 น.ส.เรณุกา (สงวนนามสกุล) หรือคุณหยก อายุ 35 ปี อาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง โพสต์หาแม่บ้านรายวันผ่านกลุ่มเฟซบุ๊ก ก่อนที่ น.ส.อุษณี หรือ “ป้าแอน” อายุ 57 ปี จะตอบรับเข้าทำงาน ค่าจ้างวันละ 500 บาท ระหว่างวันยายของเด็กซึ่งพักอยู่ชั้น 3 ของบ้านพาหลานอายุ 2 ขวบ 4 เดือนขึ้นไปนอนกลางวัน เด็กดูดนมจากขวดที่วางไว้หัวเตียงตามปกติ แต่ยายได้กลิ่นเดทตอลแรงมากจากขวดนมและปากของหลาน จึงรีบดึงขวดออกและแจ้งแม่เด็ก เมื่อเปิดขวดดมและชิมดูพบว่ากลิ่นเดทตอลแรงจนแทบไม่มีกลิ่นนม ครอบครัวรีบพาเด็กไปโรงพยาบาลทันที
เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในบ้าน พบภาพแม่บ้านนำขวดนมที่เด็กกินเหลือจากชั้น 3 ลงมาเทเดทตอลที่ชั้น 2 ก่อนนำกลับไปวางข้างเตียงเหมือนเดิม เมื่อถูกสอบถาม แม่บ้านอ้างว่าจำไม่ได้ แล้วรีบหนีออกจากบ้านไป
วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ทั้งสองฝ่ายไปออกรายการโหนกระแสทางช่อง 3 หลังจบรายการเจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญตัวป้าแอนไปสอบปากคำที่ สน.บางโพงพาง พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5 แจ้ง 2 ข้อหา ได้แก่ ทำร้ายร่างกายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และปลอมปนอาหาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 296 และ 236 ผู้ต้องหาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ตำรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่องเพื่อตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม
วันที่ 31 ธันวาคม 2568 พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอผัดฟ้องครั้งที่ 1 ต่อศาลแขวงพระนครใต้ ศาลอนุญาตเป็นเวลา 6 วัน กำหนดหลักประกัน 30,000 บาท แต่ผู้ต้องหาไม่มีเงินวางประกัน จึงถูกส่งตัวเข้าทัณฑสถานหญิงกลางทันที
ตำรวจยังพบประวัติว่าผู้ต้องหาเคยก่อเหตุลักทรัพย์ที่โรงพยาบาลศิริราชเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ขณะทำงานเป็นแม่บ้าน ศาลพิพากษาจำคุกแต่ให้รอลงอาญา นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายอีกรายแจ้งว่าผู้ต้องหาเคยลักทรัพย์ในคอนโดย่านอ่อนนุชเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 อีกด้วย
คุณหยกทิ้งท้ายในโพสต์ว่ารู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมที่ครอบครัวเชื่อมั่นกลับไม่เดินหน้าอย่างที่ควรจะเป็น พอข่าวเงียบ ทุกอย่างก็เงียบตามไป ครอบครัวต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยเต็มที่ เพราะกังวลว่าผู้ต้องหาอาจย้อนกลับมาทำร้าย และหวังว่าเรื่องของตนจะเป็นอุทาหรณ์เตือนภัยให้ครอบครัวอื่น
ทั้งนี้ การที่ผู้ต้องหาถูกปล่อยตัวเพราะครบกำหนดฝากขังไม่ได้หมายความว่าคดีสิ้นสุด อัยการยังสามารถฟ้องคดีได้ภายในอายุความ แต่ปัญหาอยู่ที่การส่งหมายเรียกและการติดตามตัวผู้ต้องหาที่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ซึ่งอาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีก
ข่าวล่าสุด