รัฐบาล 'อนุทิน2' ดันแพคเกจ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เชื่อมบัตรคนจน-คนละครึ่ง สู้วิกฤต
April 07, 2026 09:41 AM

สถานการณ์วิกฤติราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลางมา 1 เดือนเศษ ทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 50% กระทบเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ซึ่งเป็นภารกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยา และออกแบบนโยบายและมาตรการเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย

สำหรับการเตรียมความพร้อมงบประมาณรองรับวิกฤติครั้งนี้ นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า การจัดทำร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ พ.ศ. ... เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่อยู่ระหว่างทำเกณฑ์การโอนงบประมาณจากแต่ละหน่วยงานเพื่อรวมกับงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ.2569 เพื่อใช้รองรับวิกฤติราคาน้ำมันแพง

ทั้งนี้หลักเกณฑ์การโอนงบประมาณครั้งนี้เน้นงบประมาณที่เบิกจ่ายไม่ได้ตามระยะเวลากำหนด รวมทั้งงบประมาณอบรมสัมมนาในต่างประเทศที่มีมติ ครม.ให้ยกเว้น โดยการโอนงบประมาณต้องคำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น 

รวมทั้งหากเป็นโครงการที่ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและเดินหน้าก่อสร้างโครงการแล้วจะไม่อยู่ในข่ายถูกโอนงบประมาณครั้งนี้ เพราะเป็นโครงการลงทุนที่มีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ขณะที่การจัดทำร่าง พ.ร.บ.การโอนงบประมาณจะแล้วเสร็จกลางปี 2569 ซึ่งต้องกำหนดหลักเกณฑ์การโอนงบประมาณเสนอ ครม.ก่อน และหากจัดทำได้ทันจะเสนอ ครม.นัดแรกพิจารณารายละเอียดทันที

คาดโอนงบได้ไม่ถึงแสนล้าน

ส่วนวงเงินการโอนงบประมาณครั้งนี้ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ระบุว่า วงเงินอาจไม่สูงเท่าการโอนงบประมาณช่วงวิกฤติโควิด-19 เพราะโควิด-19 ทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจเกือบทั้งหมดหยุดชะงัก เพราะสั่งล็อกดาวน์จึงทำให้ดึงงบประมาณจากแต่ละหน่วยงานได้กว่า 8 หมื่นกว่าล้านบาท 

แต่ครั้งนี้แต่ละหน่วยงานมีงบประมาณลงทุนที่จำเป็นต้องดำเนินการตามกำหนด และได้ทำสัญญาผูกพันไว้กับเอกชน

นอกจากนี้ สำนักงบประมาณทำหนังสือถึงหัวหน้าหน่วยรับงบประมาณทุกแห่ง โดยระบุถึงแนวทางใช้จ่ายงบประมาณตามมาตรการการประหยัดพลังงานของรัฐบาล รวมถึงปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อนำมาใช้รับมือกับวิกฤติพลังงาน 

ทั้งนี้ ให้หน่วยรับงบประมาณปรับแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ 2569 โดยโอนงประมาณรายร่ายจ่าย โอนเงินจัดสรรหรือเปลี่ยนแปลงจัดสรรแล้วแต่กรณี หรือใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ เงินสะสม หรือเงินรายได้ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันหรือโครงการที่เกี่ยวข้องเป็นลำดับแรก

 

รัฐบาล 'อนุทิน2' ดันแพคเกจ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’  เชื่อมบัตรคนจน-คนละครึ่ง สู้วิกฤต

รวมทั้งให้หน่วยรับงบประมาณทบทวนความจำเป็นของโครงการหรือรายการที่รับจัดสรรงบประมาณ 2569 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่ชะลอหรือยกเลิกดำเนินการ โดยขอให้แจ้งสำนักงบประมาณเพื่อนำงบประมาณส่งคืนโดยเร็ว เพื่อนำไปใช้จ่ายตามมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมัน

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า การจัดทำร่าง พ.ร.บ.การโอนงบประมาณ พ.ศ. .... จะกำหนดหลักเกณฑ์ให้ส่วนราชการส่งคืนงบประมาณ เพื่อรวมเป็นวงเงินแก้ปัญน้ำมันแพงรองรับสถานการณ์ช่วงที่ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 จะบังคับใช้วันที่ 1 ต.ค.2569 

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือน เม.ย.-ก.ย.รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือและลดค่าครองชีพประชาชนผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งต้องเตรียมความพร้อมงบประมาณ จากเดิมที่มีงบกลาง 2.5 หมื่นล้านบาท แต่ไม่เพียงพอสำหรับโครงการนี้

คาดโอนงบฯ4-5 หมื่นล้าน

ดังนั้นรัฐบาลจะออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณเพื่อให้เงินเพิ่มขึ้น 4-5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมงบประมาณกลางที่เหลือ 2.5 หมื่นล้านบาท จะทำให้มีงบประมาณกลางที่เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี 6-7 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพ

สำหรับมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมายกระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคม เป็นหน่วยงานหลักดำเนินการ โดยจัดทำข้อมูลมาเสนอการประชุม ครม.นัดแรกภายหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 11 เม.ย.2569 โดยมีรายละเอียดดังนี้

“ไทยช่วยไทยพลัส”สู้วิกฤติ

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการออกแบบมาตรการภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ประกอบด้วยโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่งพลัส โดยทั้ง 2 โครงการต้องลงทะเบียนตรวจสอบและยืนยันสิทธิ์รอบใหม่ ซึ่งเสนอ ครม.ชุดใหม่วาระแรกทันทีเพื่อให้รัฐบาลใช้อำนาจอนุมัติและเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากวิกฤติค่าครองชีพทันที

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะบูรณาการนำโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” มารวมไว้เป็นเรื่องเดียวกัน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนจากผลกระทบราคาพลังงาน

สำหรับโครงการนี้จะเชื่อมโยงระบบร้านค้าเข้าด้วยกัน ทำให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนำวงเงินสวัสดิการไปใช้จ่ายในกลุ่มร้านค้ารายย่อยที่ร่วมโครงการคนละครึ่ง โดยจะเร่งกระบวนการลงทะเบียนให้เสร็จและเปิดให้ประชาชนใช้จ่ายวงเงินคนละครึ่งแบบใหม่ภายในเดือน พ.ค.2569

บัตรสวัสดิการเหลือ 9 ล้านคน 

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รายละเอียดไทยช่วยไทยพลัสยังไม่สรุปจำนวนเงินเยียวยา ระยะเวลาดำเนินการและจำนวนประชาชนกลุ่มเป้าหมาย แต่ผู้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ลงทะเบียนใหม่คาดว่าจะลดลงจากปัจจุบัน 13.4 ล้านคน เหลือ 9 ล้านคน โดยจะนำข้อมูลผู้ลงทะเบียนมาวิเคราะห์ความเหมาะสม 

นอกจากนี้กำลังออกแบบและพัฒนารูปแบบโครงการ ซึ่งตัวเลขและรายละเอียดทั้งหมดต้องสอดคล้องขีดความสามารถการจัดหางบประมาณมาใช้ฝ่าววิกฤติครั้งนี้

คมนาคมของงบกลางช่วยเฉพาะกลุ่ม

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อเนื่องและกระทบต้นทุนผู้ประกอบการขนส่ง โดยสั่งการให้กรมการขนส่งทางบกกำหนดมาตรการเพื่อไม่ให้กระทบบริการประชาชน 

ส่วนมาตรการเชิงรุกเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคขนส่งจะเสนอของบประมาณกลางเพื่อพุ่งเป้าช่วย 4 กลุ่ม คือ

1.รถบรรทุกไม่ประจำทางตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป จำนวน 287,175 คัน จะได้รับการสนับสนุนน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร 

2.รถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่ (บขส./รถร่วมบริการ) หมวด 2 และ 3 จำนวน 11,395 คัน สนับสนุนน้ำมัน 4 บาทต่อลิตร 

5.รถโดยสารขนาดเล็ก (รถสองแถว/ตู้) หมวด 4 จำนวน 19,414 คัน สนับสนุน 300 บาทต่อคันต่อวัน 

4.รถจักรยานยนต์รับจ้าง , ไรเดอร์ จำนวน 114,653 คัน สนับสนุน 300 บาทต่อคันต่อเดือน

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมเคยขออนุมัติเพื่อเริ่มสนับสนุนตั้งแต่วันที่ 1-30 เม.ย.2569 แต่จะมีการพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งการช่วยเหลือจะคำนวณเงินชดเชยตามการใช้งานจริงผ่านระบบ GPS และแอปพลิเคชัน เพื่อช่วยเหลือชดเชยค่าเชื้อเพลิงถึงมือผู้ขับขี่โดยตรง

ชี้ต้นทุนขนส่งเพิ่ม45% ตามราคาน้ำมัน 

นายฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมยานยนต์ และโฆษกกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า ราคาดีเซลเป็นต้นทุนหลักของการขนส่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 45% ของต้นทุนการเดินรถทั้งหมด ทำให้เมื่อได้รับผลกระทบเมื่อเกิดภาวะน้ำมันผันผวน

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะลดเที่ยววิ่งลง 20% จากระดับปกติจึงกระทบโดยตรงต่อประชาชนที่ใช้บริการ โดยเฉพาะกำลังเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนเตรียมเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก

รวมทั้งกรมการขนส่งทางบกมีมาตรการรับมือราคาน้ำมันผันผวน ประกอบด้วย รถโดยสารประจำทางหมวด 2 และ 3 ที่เป็นรถโดยสารขนาดใหญ่ ปรับขึ้น 5 สตางค์ต่อกิโลเมตรต่อที่นั่ง เช่น หากเดินทาง 100 กิโลเมตร จะปรับขึ้น 5 บาทต่อที่นั่ง 

ส่วนรถตู้โดยสารสาธารณะ และรถโดยสารสาธารณะขนาดเล็ก (มินิบัส) ปรับขึ้น 2 สตางค์ต่อกิโลเมตรต่อที่นั่ง เช่น หากเดินทาง 100 กิโลเมตร จะปรับขึ้น 2 บาท ต่อที่นั่ง

ขณะที่รถโดยสารประจำทางหมวด 4 กรุงเทพมหานคร (รถสองแถว) ประกอบด้วย รถใหม่ มีอายุไม่เกิน 2 ปี ปรับขึ้น 1 บาทต่อที่นั่ง และรถเกิน 2 ปี ปรับขึ้น 2 บาทต่อที่นั่ง 

สำหรับรถโดยสารประจำทางหมวด 1 และ 4 ต่างจังหวัด การกำหนดอัตราค่าโดยสารเป็นอำนาจคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจำจังหวัด โดยแต่ละจังหวัดพิจารณาขึ้นค่าโดยสารใช้สูตรคำนวณที่อ้างอิงตามปัจจัยโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริงมาคำนวณ

ทั้งนี้ สูตรคำนวณที่อ้างอิงตามปัจจัยโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริงมาคำนวณ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index - CPI), ดัชนีค่าพลังงาน (Energy Index) และค่าจ้างแรงงาน โดยโครงสร้างราคาใหม่จะปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันแบบเดือนต่อเดือน และหากสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีแนวโน้มลดลงก็จะปรับลดค่าโดยสารลง

รวมทั้งกรมการขนส่งทางบก จะนำเงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) มาชดเชยส่วนต่างให้ ซึ่ง บขส.ประมาณการณ์ขอชดเชย 70 ล้านบาท หลังจากนั้นค่าโดยสารจะปรับขึ้นตามมติคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.