สถานการณ์วิกฤติราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลางมา 1 เดือนเศษ ทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 50% กระทบเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ซึ่งเป็นภารกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยา และออกแบบนโยบายและมาตรการเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย
สำหรับการเตรียมความพร้อมงบประมาณรองรับวิกฤติครั้งนี้ นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า การจัดทำร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ พ.ศ. ... เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่อยู่ระหว่างทำเกณฑ์การโอนงบประมาณจากแต่ละหน่วยงานเพื่อรวมกับงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ.2569 เพื่อใช้รองรับวิกฤติราคาน้ำมันแพง
ทั้งนี้หลักเกณฑ์การโอนงบประมาณครั้งนี้เน้นงบประมาณที่เบิกจ่ายไม่ได้ตามระยะเวลากำหนด รวมทั้งงบประมาณอบรมสัมมนาในต่างประเทศที่มีมติ ครม.ให้ยกเว้น โดยการโอนงบประมาณต้องคำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
รวมทั้งหากเป็นโครงการที่ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและเดินหน้าก่อสร้างโครงการแล้วจะไม่อยู่ในข่ายถูกโอนงบประมาณครั้งนี้ เพราะเป็นโครงการลงทุนที่มีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ขณะที่การจัดทำร่าง พ.ร.บ.การโอนงบประมาณจะแล้วเสร็จกลางปี 2569 ซึ่งต้องกำหนดหลักเกณฑ์การโอนงบประมาณเสนอ ครม.ก่อน และหากจัดทำได้ทันจะเสนอ ครม.นัดแรกพิจารณารายละเอียดทันที
คาดโอนงบได้ไม่ถึงแสนล้าน
ส่วนวงเงินการโอนงบประมาณครั้งนี้ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ระบุว่า วงเงินอาจไม่สูงเท่าการโอนงบประมาณช่วงวิกฤติโควิด-19 เพราะโควิด-19 ทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจเกือบทั้งหมดหยุดชะงัก เพราะสั่งล็อกดาวน์จึงทำให้ดึงงบประมาณจากแต่ละหน่วยงานได้กว่า 8 หมื่นกว่าล้านบาท
แต่ครั้งนี้แต่ละหน่วยงานมีงบประมาณลงทุนที่จำเป็นต้องดำเนินการตามกำหนด และได้ทำสัญญาผูกพันไว้กับเอกชน
นอกจากนี้ สำนักงบประมาณทำหนังสือถึงหัวหน้าหน่วยรับงบประมาณทุกแห่ง โดยระบุถึงแนวทางใช้จ่ายงบประมาณตามมาตรการการประหยัดพลังงานของรัฐบาล รวมถึงปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อนำมาใช้รับมือกับวิกฤติพลังงาน
ทั้งนี้ ให้หน่วยรับงบประมาณปรับแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ 2569 โดยโอนงประมาณรายร่ายจ่าย โอนเงินจัดสรรหรือเปลี่ยนแปลงจัดสรรแล้วแต่กรณี หรือใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ เงินสะสม หรือเงินรายได้ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันหรือโครงการที่เกี่ยวข้องเป็นลำดับแรก
รวมทั้งให้หน่วยรับงบประมาณทบทวนความจำเป็นของโครงการหรือรายการที่รับจัดสรรงบประมาณ 2569 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่ชะลอหรือยกเลิกดำเนินการ โดยขอให้แจ้งสำนักงบประมาณเพื่อนำงบประมาณส่งคืนโดยเร็ว เพื่อนำไปใช้จ่ายตามมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมัน
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า การจัดทำร่าง พ.ร.บ.การโอนงบประมาณ พ.ศ. .... จะกำหนดหลักเกณฑ์ให้ส่วนราชการส่งคืนงบประมาณ เพื่อรวมเป็นวงเงินแก้ปัญน้ำมันแพงรองรับสถานการณ์ช่วงที่ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 จะบังคับใช้วันที่ 1 ต.ค.2569
ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือน เม.ย.-ก.ย.รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือและลดค่าครองชีพประชาชนผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งต้องเตรียมความพร้อมงบประมาณ จากเดิมที่มีงบกลาง 2.5 หมื่นล้านบาท แต่ไม่เพียงพอสำหรับโครงการนี้
ดังนั้นรัฐบาลจะออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณเพื่อให้เงินเพิ่มขึ้น 4-5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมงบประมาณกลางที่เหลือ 2.5 หมื่นล้านบาท จะทำให้มีงบประมาณกลางที่เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี 6-7 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพ
สำหรับมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมายกระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคม เป็นหน่วยงานหลักดำเนินการ โดยจัดทำข้อมูลมาเสนอการประชุม ครม.นัดแรกภายหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 11 เม.ย.2569 โดยมีรายละเอียดดังนี้
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการออกแบบมาตรการภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ประกอบด้วยโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่งพลัส โดยทั้ง 2 โครงการต้องลงทะเบียนตรวจสอบและยืนยันสิทธิ์รอบใหม่ ซึ่งเสนอ ครม.ชุดใหม่วาระแรกทันทีเพื่อให้รัฐบาลใช้อำนาจอนุมัติและเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากวิกฤติค่าครองชีพทันที
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะบูรณาการนำโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” มารวมไว้เป็นเรื่องเดียวกัน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนจากผลกระทบราคาพลังงาน
สำหรับโครงการนี้จะเชื่อมโยงระบบร้านค้าเข้าด้วยกัน ทำให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนำวงเงินสวัสดิการไปใช้จ่ายในกลุ่มร้านค้ารายย่อยที่ร่วมโครงการคนละครึ่ง โดยจะเร่งกระบวนการลงทะเบียนให้เสร็จและเปิดให้ประชาชนใช้จ่ายวงเงินคนละครึ่งแบบใหม่ภายในเดือน พ.ค.2569
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รายละเอียดไทยช่วยไทยพลัสยังไม่สรุปจำนวนเงินเยียวยา ระยะเวลาดำเนินการและจำนวนประชาชนกลุ่มเป้าหมาย แต่ผู้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ลงทะเบียนใหม่คาดว่าจะลดลงจากปัจจุบัน 13.4 ล้านคน เหลือ 9 ล้านคน โดยจะนำข้อมูลผู้ลงทะเบียนมาวิเคราะห์ความเหมาะสม
นอกจากนี้กำลังออกแบบและพัฒนารูปแบบโครงการ ซึ่งตัวเลขและรายละเอียดทั้งหมดต้องสอดคล้องขีดความสามารถการจัดหางบประมาณมาใช้ฝ่าววิกฤติครั้งนี้
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อเนื่องและกระทบต้นทุนผู้ประกอบการขนส่ง โดยสั่งการให้กรมการขนส่งทางบกกำหนดมาตรการเพื่อไม่ให้กระทบบริการประชาชน
ส่วนมาตรการเชิงรุกเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคขนส่งจะเสนอของบประมาณกลางเพื่อพุ่งเป้าช่วย 4 กลุ่ม คือ
1.รถบรรทุกไม่ประจำทางตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป จำนวน 287,175 คัน จะได้รับการสนับสนุนน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร
2.รถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่ (บขส./รถร่วมบริการ) หมวด 2 และ 3 จำนวน 11,395 คัน สนับสนุนน้ำมัน 4 บาทต่อลิตร
5.รถโดยสารขนาดเล็ก (รถสองแถว/ตู้) หมวด 4 จำนวน 19,414 คัน สนับสนุน 300 บาทต่อคันต่อวัน
4.รถจักรยานยนต์รับจ้าง , ไรเดอร์ จำนวน 114,653 คัน สนับสนุน 300 บาทต่อคันต่อเดือน
ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมเคยขออนุมัติเพื่อเริ่มสนับสนุนตั้งแต่วันที่ 1-30 เม.ย.2569 แต่จะมีการพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งการช่วยเหลือจะคำนวณเงินชดเชยตามการใช้งานจริงผ่านระบบ GPS และแอปพลิเคชัน เพื่อช่วยเหลือชดเชยค่าเชื้อเพลิงถึงมือผู้ขับขี่โดยตรง
นายฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมยานยนต์ และโฆษกกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า ราคาดีเซลเป็นต้นทุนหลักของการขนส่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 45% ของต้นทุนการเดินรถทั้งหมด ทำให้เมื่อได้รับผลกระทบเมื่อเกิดภาวะน้ำมันผันผวน
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะลดเที่ยววิ่งลง 20% จากระดับปกติจึงกระทบโดยตรงต่อประชาชนที่ใช้บริการ โดยเฉพาะกำลังเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนเตรียมเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก
รวมทั้งกรมการขนส่งทางบกมีมาตรการรับมือราคาน้ำมันผันผวน ประกอบด้วย รถโดยสารประจำทางหมวด 2 และ 3 ที่เป็นรถโดยสารขนาดใหญ่ ปรับขึ้น 5 สตางค์ต่อกิโลเมตรต่อที่นั่ง เช่น หากเดินทาง 100 กิโลเมตร จะปรับขึ้น 5 บาทต่อที่นั่ง
ส่วนรถตู้โดยสารสาธารณะ และรถโดยสารสาธารณะขนาดเล็ก (มินิบัส) ปรับขึ้น 2 สตางค์ต่อกิโลเมตรต่อที่นั่ง เช่น หากเดินทาง 100 กิโลเมตร จะปรับขึ้น 2 บาท ต่อที่นั่ง
ขณะที่รถโดยสารประจำทางหมวด 4 กรุงเทพมหานคร (รถสองแถว) ประกอบด้วย รถใหม่ มีอายุไม่เกิน 2 ปี ปรับขึ้น 1 บาทต่อที่นั่ง และรถเกิน 2 ปี ปรับขึ้น 2 บาทต่อที่นั่ง
สำหรับรถโดยสารประจำทางหมวด 1 และ 4 ต่างจังหวัด การกำหนดอัตราค่าโดยสารเป็นอำนาจคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจำจังหวัด โดยแต่ละจังหวัดพิจารณาขึ้นค่าโดยสารใช้สูตรคำนวณที่อ้างอิงตามปัจจัยโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริงมาคำนวณ
ทั้งนี้ สูตรคำนวณที่อ้างอิงตามปัจจัยโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริงมาคำนวณ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index - CPI), ดัชนีค่าพลังงาน (Energy Index) และค่าจ้างแรงงาน โดยโครงสร้างราคาใหม่จะปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันแบบเดือนต่อเดือน และหากสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีแนวโน้มลดลงก็จะปรับลดค่าโดยสารลง
รวมทั้งกรมการขนส่งทางบก จะนำเงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) มาชดเชยส่วนต่างให้ ซึ่ง บขส.ประมาณการณ์ขอชดเชย 70 ล้านบาท หลังจากนั้นค่าโดยสารจะปรับขึ้นตามมติคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง