คอลัมน์ : SD TALKผู้เขียน : ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์https://tamrongsakk.blogspot.com
เคยเจอหัวหน้าประเภทนี้บ้างไหมครับ…
1.หัวหน้าสายโหด อารมณ์ร้าย ประเภทมีวาจาเป็นอาวุธ มีดาวพุธเป็นวินาศ จุดเดือดต่ำ ฟิวส์ขาดง่าย อารมณ์ร้าย โวยวายเสียงดัง ลูกน้องทำดีไม่เคยจำ ทำพลาดไม่เคยลืม ฯลฯ
2.หัวหน้าสายเสียด (สี) พูดจาดูถูก ชอบถากถาง หรือชอบกลั่นแกล้งลูกน้องที่ตัวเองไม่ชอบหน้าก็เลยปฏิบัติกับลูกน้องเหมือนทาสในเรือนเบี้ย ที่นายท่านะทำยังไงกับลูกน้อง ลูกน้องห้ามหือ
3.หัวหน้าสาย (ลำ) เอียง ประเมินผลการปฏิบัติงานลูกน้องแบบไม่ยุติธรรม เลือกปฏิบัติมีลูกรัก-ลูกชัง ใครที่เป็นลูกรักก็ได้เกรดสวย ขึ้นเงินเดือน ได้โบนัสเยอะ ได้รับการเสนอให้เลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งเร็ว
แต่ถ้าใครเป็นลูกชังล่ะก็ ไม่ได้ผุดได้เกิดง่าย ๆ หรอก หรือลูกรักมาสายได้ หัวหน้าไม่ว่า แต่ถ้าเป็นลูกชังมาสายล่ะ โดนเฉ่งเหมือนได้ใบเตือนแถมหักเงิน
4.หัวหน้าสายนายทุนปล่อยเงินกู้คิดดอกเบี้ยกับลูกน้อง หรือเป็นเจ้ามือหวย หรือรับซื้อหวยจากลูกน้อง
5.หัวหน้าสายเฉื่อย ทำงานแค่ผ่านไปวัน ๆ ลูกน้องจะพึ่งพาอาศัย จะถามอะไร ตอบคำเดียวว่า “ไม่รู้ ไม่รู้ ไม่รู้” ไปจัดการกันเอาเอง
ถ้ามีคำชมรับไว้ แต่ถ้างานมีปัญหา ลูกน้องก็รับไป ทำตัวเป็นตรายางแค่เซ็นชื่อหรือทำงานแบบรักษาเก้าอี้เอาไว้เท่านั้น
6.หัวหน้าสายนำเสนอ (หน้า) พอลูกน้องเสนอผลงานดีก็ไปนำเสนอ สามารถพรีเซนต์ได้เก่งคล่องแคล่ว ดูน่าเชื่อถือ แต่ที่จริงแล้วเป็นไอเดียของลูกน้องทั้งนั้นแหละ
พอได้รับคำชมก็รับไว้เต็ม ๆ พองานผิดพลาดก็พร้อมจะโบ้ยว่า ลูกน้องคนนั้นเป็นคนทำ หรือเอาดีเข้าตัว เอาชั่วใส่ลูกน้อง นั่นแหละครับ ฯลฯ
จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาผมมักพบว่า เมื่อคนระดับหัวหน้าที่มีปัญหาตามตัวอย่างข้างต้น หัวหน้า (หรือผู้บริหาร) ที่อยู่ระดับสูงขึ้นไป มักจะ “วางเฉย” กับปัญหาเหล่านี้ ในแบบ “หลับตาข้างหนึ่ง” !!
ตราบใดที่หัวหน้าที่มีปัญหาเหล่านี้ยังทำผลงานให้ไม่มีปัญหาอะไร หัวหน้าที่สูงขึ้นไปก็ยังไม่ว่ากล่าวตักเตือนอะไรทั้งนั้น
หรือจะเรียกว่า ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ก็ได้ครับ !!
ผลก็คือลูกน้องที่มีทางไปก็จะขอย้ายไปหน่วยงานอื่น หรือถ้าย้ายไม่ได้ก็ขอลาออก ซึ่งทำให้หน่วยงานนั้น ๆ มีอัตราการลาออกสูง
ส่วนคนที่ยังอยู่ก็ทำงานไปวัน ๆ ตามที่หัวหน้าสั่ง เพราะยังไม่มีทางไป แต่หากมีทางไปเมื่อไหร่ก็ไม่ทนอยู่เหมือนกันแหละ
บางบริษัทหนักกว่านั้น คือแทนที่จะให้หัวหน้าผู้บังคับบัญชาไปว่ากล่าวตักเตือนหัวหน้าที่มีปัญหาเหล่านี้ MD กลับสั่งให้ HR ไปตักเตือนหัวหน้างานเหล่านี้เสียอีก
ตกลงใครเป็นผู้บังคับบัญชาหัวหน้าที่มีปัญหาเหล่านี้กันแน่ ?
ปัญหาเหล่านี้จะยังวนเวียนซ้ำซากอยู่อย่างนี้ ตราบใดที่ผู้บริหารระดับสูงไม่กล้าหรือไม่คิดจะจัดการอย่างจริงจัง
เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับ “ภาวะผู้นำ” ของผู้บริหารระดับสูงแหละครับ
ผมมักจะพบว่า ถ้าองค์กรไหน MD หรือ CEO อ่อนในเรื่องภาวะผู้นำ เป็นคนขี้เกรงใจ ไม่กล้าว่ากล่าวตักเตือน ไม่กล้า Feedback ลูกน้อง ปัญหาเหล่านี้จะสะสมเป็นชั้น ๆ ยิ่งนานวัน ยิ่งแก้ยาก
แต่ถ้าองค์กรไหนมี MD หรือ CEO ที่มีทักษะในการบริหารงานบุคคลที่ดี จะพบว่าปัญหาเหล่านี้มีน้อยถึงน้อยมาก
เพราะองค์กรสะท้อนผู้นำครับ
ถึงตรงนี้เลยขอปิดท้ายว่า…
“ปัญหายังไม่น่ากลัว เท่ากับการไม่คิดแก้ปัญหา”
แล้วท่านที่เป็นหัวหน้าผู้บริหารในแต่ละระดับ พร้อมที่จะเริ่มคิดแก้ปัญหาเหล่านี้บ้างแล้วหรือยัง
หวังว่าคงไม่ตอบกลับมาว่า ก็ส่งหัวหน้ามีปัญหาเหล่านี้ไปเข้าอบรมหลักสูตรภาวะผู้นำนะครับ