‘ปรับนิด เปลี่ยนหน่อย’ ฝ่าวิกฤตราคาเชื้อเพลิง เดินหน้าประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2
GH News April 14, 2026 01:10 PM

สงครามตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐที่ยืดเยื้อมากว่า 1 เดือน และยังมีทีท่าจะรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อไปอีกนาน ได้ส่งผลให้ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 3 เท่าตัวและผันผวนตลอดเวลา ส่งผลกระทบไปยังทุกภาคส่วน ทั้งต้นทุนการผลิต ภาคการขนส่ง และอุตสาหกรรม รวมไปถึงค่าครองชีพที่เพิ่มสูงลิ่ว ดังนั้นท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ นานาประเทศต่างก็หาแนวทางบริหารจัดการการใช้เชื้อเพลิงอย่างมั่นคง รวมถึงรณรงค์ให้ประชาชนหันมาประหยัดการใช้พลังงาน ยกตัวอย่างเช่น

เมียนมา นอกจากจะให้หน่วยงานราชการทำงานที่บ้านทุกวันพุธแล้ว ยังออกมาตรการใช้น้ำมันอย่างเข้มงวด เช่น กำหนดโควตาซื้อขายได้เพียงสัปดาห์ละครั้ง กำหนดใช้รถวันคู่วันคี่ ขณะที่ ฟิลิปปินส์ ปรับลดวันทำงานของหน่วยงานภาครัฐบางส่วนเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์ และให้ทุกหน่วยงานลดการใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงลง 10-20% รวมถึงรณรงค์ให้ประชาชนใช้ระบบการเดินทางร่วมกันเพื่อลดการใช้น้ำมัน

เกาหลีใต้ กำหนดให้รถยนต์ราชการหยุดวิ่งสัปดาห์ละ 1 วันตามเลขทะเบียน การตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไม่ต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส และเครื่องทำความร้อนไม่เกิน 18 องศาเซลเซียส รวมถึงการปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งาน และปรับเวลาเข้างานเพื่อลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงพีก พร้อมทั้งลดใช้พลาสติกหรือทรัพยากรเพื่อลดการใช้พลังงานสูงในกระบวนการผลิต และการส่งเสริมการประชุมออนไลน์แทนการเดินทาง ทั้งยังขอความร่วมมือจาก 50 บริษัทขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานสูงให้ลดการใช้พลังงานลง รวมไปถึงรณรงค์ให้ประชาชนใช้ระยะเวลาอาบน้ำน้อยลง งดชาร์จโทรศัพท์และรถยนต์อีวีช่วงกลางคืน แล้วยังเตรียมเปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และผ่อนปรนขอจำกัดของโรงไฟฟ้าถ่านหิน เร่งขยายพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในระยะยาว

นอกจากนี้ยังมี ปากีสถาน มาตรการรัดเข็มขัดเข้มงวด ลดการใช้รถยนต์ราชการลงถึง 60% พนักงานรัฐและเอกชน WFH 50% ปิดโรงเรียน 2 สัปดาห์ และสั่งปิดไฟถนน/ป้ายไฟนีออน ศรีลังกา สั่งปิดไฟป้ายโฆษณาต่างๆ ลดการใช้เครื่องปรับอากาศในหน่วยงานรัฐ และเพิ่มวันหยุดราชการ เยอรมนี จำกัดอุณหภูมิเครื่องทำความร้อนในอาคารสาธารณะไม่เกิน 19 องศาเซลเซียสในช่วงฤดูหนาว และงดทำความร้อนในโถงทางเดิน สเปน บังคับให้ธุรกิจและร้านค้าลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไม่ต่ำกว่า 27 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน และปิดประตูอัตโนมัติขณะเปิดฮีตเตอร์ และ ออสเตรเลีย (นิวเซาท์เวลส์) ขอความร่วมมือประชาชนงดใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาเสี่ยง 18.00-20.00 น. 

ในขณะที่ประเทศไทย นอกจากรัฐบาลจะระงับไม่ให้ข้าราชการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ ส่งเสริมให้ทำงานที่บ้าน การเดินทางใช้ระบบขนส่งสาธารณะหรือคาร์พูลแล้ว ภาครัฐยังพยายามที่จะหาแนวทางแก้ไขปัญหาและสำรองพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการใช้ รวมไปถึงการเดินหน้ายุทธศาสตร์รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และช่วยให้ประเทศอยู่รอดด้วยมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเข้มข้น “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2”

เดินหน้า “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2”

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน โดย รองอธิบดี พัชรี จงรักษ์ ระบุว่า โครงการ “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” ซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายเพียงลดการใช้พลังงานเท่านั้น แต่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศทั้งระบบ ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน มาตรการสำคัญที่ได้ดำเนินการแล้ว ได้แก่ การเร่งขอความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรมและอาคารธุรกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานสูง ให้ดำเนินมาตรการอนุรักษ์พลังงาน เช่น การปรับลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต การกำหนดช่วงเวลาเปิด-ปิดเครื่องจักรที่ใช้พลังงานสูง การปรับอุณหภูมิระบบปรับอากาศ และการจัดทำแผนลดการใช้พลังงานในระยะ 1-3 เดือน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคการผลิต

สำหรับภาคประชาชน มีมาตรการส่งเสริมการติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป ในบ้านอยู่อาศัย ซึ่งสามารถนำค่าใช้จ่ายไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท พร้อมทั้งมีมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า โดยสามารถใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571

นอกจากนี้ในปี 2569 ยังเตรียมขยายผลมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพิ่มเติม ผ่านโครงการ Co-pay สำหรับการปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง โดยภาครัฐสนับสนุน 20% สำหรับโรงงานหรืออาคารควบคุม และ 30% สำหรับโรงงานหรืออาคารนอกข่ายควบคุม วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย คาดว่าจะช่วยลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 10 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 30,000 ตัน และกระตุ้นการลงทุนกว่า 800 ล้านบาท ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในภาคขนส่ง โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงอุปกรณ์และระบบบริหารจัดการขนส่ง 20-30% วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาทต่อสถานประกอบการ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 1.86 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ

PEA-กฟผ.ชวนประหยัดไฟ

ในส่วนของพลังงานไฟฟ้านั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างก็ออกมารณรงค์ชวนประชาชนประหยัดการใช้พลังงาน อย่าง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. (PEA) ขอความร่วมมือประชาชนประหยัดพลังงาน ผ่านมาตรการ “ประหยัดไฟ ไทยต้องรอด” ซึ่งประกอบด้วย มาตรการ 5 ป. ได้แก่ 1.ปิด คือ ปิดไฟทุกครั้งเมื่อไม่ใช้งาน, 2.ปรับ คือ ปรับอุณหภูมิแอร์ที่ 25-26 องศาเซลเซียส เพราะการปรับอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียสจะช่วยลดค่าไฟฟ้าประมาณ 10% รวมถึงหมั่นล้างแอร์เป็นประจำทุกๆ 6 เดือน, 3.ปลด คือ ปลดปลั๊กทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งาน หลีกเลี่ยงการเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดในรางปลั๊กเดียวกัน เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและอัคคีภัย, 4.เปลี่ยน เลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED แทนหลอดไส้และสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) จะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและประหยัดไฟยิ่งกว่าเดิมเมื่อเทียบกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่มีฉลากเบอร์ 5 และ 5.ปลูก ปลูกต้นไม้เพื่อให้ร่มเงา ช่วยลดอุณหภูมิ และช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์

ด้าน กฟผ. เปิดตัว 4 แคมเปญ หนุนลดใช้พลังงานทั้งบ้าน และภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และยังได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ด้วยกัน 4 แคมเปญ ประกอบด้วย 1.โครงการล้างแอร์ช่วยชาติ โดยร่วมกับผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าและผู้ให้บริการผ่านระบบออนไลน์ มอบส่วนลดการล้างเครื่องปรับอากาศมูลค่า 300 บาทต่อเครื่อง จำนวน 30,000 สิทธิ์ เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า ลดค่าใช้จ่าย และยืดอายุการใช้งานเครื่องปรับอากาศในภาคที่อยู่อาศัย ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม-23 พฤษภาคม 2569

2.กิจกรรมส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงานเบอร์ 5 โดยร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พ.พ.) มอบส่วนลดสำหรับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากเบอร์ 5 จำนวน 45 ผลิตภัณฑ์ จำนวน 15,000 สิทธิ์ ณ ห้างสรรพสินค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม3.โครงการล้างคอนเดนเซอร์เครื่องทำความเย็น โดยร่วมกับสมาคมช่างเหมาไฟฟ้าและเครื่องกลไทย (TEMCA) ดำเนินการล้างคอนเดนเซอร์เครื่องทำความเย็นในอาคารภาครัฐ จำนวน 93 แห่ง รวมถึงจัดอบรมเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการ วิศวกร และช่างเทคนิค

4. Energy Solutions สนับสนุน ENZY Platform เพื่อยกระดับการจัดการพลังงานในอาคารภาครัฐผ่านกลยุทธ์ วิเคราะห์-ปรับพฤติกรรม-ควบคุม เพื่อสร้างต้นแบบการลดการใช้ไฟฟ้าที่วัดผลได้จริง และต่อยอดสู่การบริหารจัดการข้อมูลในอนาคต โดยหน่วยงานราชการในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลที่สนใจสามารถสมัครและส่งใบเสร็จค่าไฟฟ้าย้อนหลัง 3 เดือน (เดือนเมษายน พฤษภาคม และมิถุนายนของปี 2568) ร่วมสมัครได้ที่ http://energysolutions.egat.co.th/ ตั้งแต่วันนี้-31 มีนาคม 2569 ซึ่ง กฟผ.จะคัดเลือกหน่วยงานที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข โดยมีเป้าหมายดำเนินการนำร่องจำนวน 5 แห่ง

“ปรับนิด เปลี่ยนหน่อย” ช่วยประหยัดพลังงาน

อย่างไรก็ตาม น้ำมันซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของภาคการผลิต ภาคการขนส่ง และอุตสาหกรรม เมื่อ “ราคาน้ำมัน” ที่ขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์โลกที่ผันผวน ท่ามกลางค่าครองชีพที่รัดตัว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่เพียงเล็กน้อยจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้ประหยัดเงินได้ และเพื่อช่วยให้การเดินทางไปหาคนที่คุณรักราบรื่นและประหยัดน้ำมัน ที่ทำได้ทันที อาทิ

1.ฟิตรถให้พร้อม ลดโหลดที่ไม่จำเป็น ก่อนล้อหมุนอย่าลืมเช็กสภาพเครื่องยนต์ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และตรวจดูไส้กรองอากาศ เพราะเครื่องยนต์ที่สมบูรณ์จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ช่วยประหยัดน้ำมันได้ถึง 5-10% ที่สำคัญ “อย่าแบกบ้านไปทั้งหลัง” ของใช้ที่ไม่จำเป็นในท้ายรถควรเอาออก เพราะการลดน้ำหนักรถช่วยลดภาระการเผาผลาญน้ำมันได้โดยตรง เพราะการนำของหนัก 10 กิโลกรัมออกจากรถ จะช่วยประหยัดน้ำมันได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1% ในทุกๆ ระยะทาง 100 กิโลเมตร

2.เปิดแอร์รถยนต์แต่พอดี แดดเมืองไทยอาจจะร้อน แต่การปรับอุณหภูมิแอร์ให้อยู่ที่ 25-26 องศาเซลเซียส นอกจากจะช่วยให้ร่างกายไม่ช็อกเมื่อลงจากรถแล้ว ยังช่วยลดการทำงานของคอมเพรสเซอร์แอร์ ช่วยเซฟน้ำมันได้เพิ่มขึ้นประมาณ 10% เมื่อเทียบกับการเร่งแอร์จนเย็นจัด

3.วางแผนหนี “นรกการจราจร” การจอดรถแช่นิ่งๆ ท่ามกลางรถติดคือการ “เผาเงินทิ้ง” โดยเปล่าประโยชน์ ควรใช้เทคโนโลยีอย่าง Google Maps เพื่อเช็กเส้นทางเลี่ยง หรือวางแผนออกเดินทางในช่วงเวลาที่คนไม่หนาแน่น เพื่อให้รถวิ่งได้อย่างต่อเนื่อง เพราะรถติด 1 ชั่วโมง เผาน้ำมันทิ้งเปล่าๆ ประมาณ 1.5-2 ลิตร (คิดเป็นเงินประมาณ 80-90 บาท) การใช้แอปนำทางเพื่อเลี่ยงรถติดเพียง 30 นาที จึงเท่ากับคุณได้ค่ากาแฟฟรีๆ 1 แก้วทันที

4.รักษาความเร็วคงที่ ประมาณ 90 กม./ชม. แทนที่จะขับ 110 กม./ชม. ช่วยประหยัดน้ำมันได้มากถึง 15-20% ซึ่งหมายความว่าในระยะทาง 500 กิโลเมตร คุณอาจเซฟเงินค่าเติมน้ำมันได้ถึง 200-300 บาท และหากเลี่ยงการเหยียบคันเร่งกระชากหรือเบรกกะทันหัน ก็จะเพิ่มการประหยัดน้ำมันและช่วยลดสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนน

ทั้งนี้ การเดินทางไกลในระยะทาง 500 กม. แล้วทำตามคำแนะนำจนประหยัดน้ำมันได้ 15% คิดเป็นเงินประมาณ 300-500 บาท และหากทุกคนวางแผนเส้นทางเพื่อลดเวลาบนถนนลงเพียงคนละ 30 นาที จะช่วยลดการเผาผลาญน้ำมันทิ้งและช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ด้วย

และนอกจากวิธีการประหยัดน้ำมันแล้ว พลังแห่งการรวมใจก็มีส่วนช่วยประหยัดน้ำมันได้เช่นกัน เพียง “แค่เราปรับ ประเทศเปลี่ยน” หากรถยนต์ที่วิ่งออกต่างจังหวัดในช่วงสงกรานต์ที่มีจำนวนมหาศาล ร่วมใจกันประหยัดน้ำมัน ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรบ้าง คำนวณกันง่ายๆ จากสถิติรถยนต์ที่เดินทางในช่วงเทศกาล มีรถเดินทางเข้า-ออกกรุงเทพฯ และวิ่งข้ามจังหวัดรวมกว่า 7,000,000 คัน (ที่มา: กระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวง)

หากทุกคนประหยัดน้ำมันได้เพียง “1 ลิตร” เราจะช่วยประเทศประหยัดน้ำมันรวมกันได้ถึง 7,000,000 ลิตร คิดเป็นมูลค่าเงินที่หมุนเวียนกลับมาอยู่ในกระเป๋าประชาชนรวมกว่า 280,000,000 บาท (คำนวณที่ราคาน้ำมันเฉลี่ย 40 บาท/ลิตร) จำนวนเงินกว่า 280 ล้านบาทนี้ แทนที่จะต้องจ่ายออกไปเพื่อนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ จะถูกเปลี่ยนมาเป็นเงินค่าอาหารมื้อพิเศษ เงินทำบุญ หรือเงินทุนการศึกษาให้ลูกหลานได้ “ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยของผู้ขับขี่รถ “หนึ่งคัน” อาจดูเหมือนเล็กน้อย แต่เมื่อรวมกัน “หลายๆ ล้านคัน” มันคือแรงขับเคลื่อนมหาศาลที่ช่วยบรรเทาทั้งค่าใช้จ่ายของตัวเอง และยังมีส่วนร่วมสร้างความยั่งยืนด้านพลังงานและทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่ออย่างมั่นคงได้อีกด้วย”

วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ภายนอก อาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและการขาดแคลนได้ตลอดเวลา ดังนั้นการประหยัดจึงเป็นหนทางที่เราทุกคนต้องช่วยกัน.

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.