การรับประทานอาหารที่ดูเหมือนจะดีต่อสุขภาพแต่อาจกลายเป็นดาบสองคมหากทำผิดวิธี ดังเช่นกรณีของหญิงวัย 58 ปี รายหนึ่งที่ดูแลตัวเองอย่างดีด้วยการไม่รับประทานเนื้อสัตว์ติดมันหรือของทอด และไม่ดื่มแอลกอฮอล์ แต่กลับต้องตกใจเมื่อผลการตรวจร่างกายพบว่าเป็น "โรคไขมันพอกตับระดับรุนแรง" ทั้งที่พยายามรักษาพยาบาลร่างกายด้วยการดื่มน้ำส้มคั้นสดทุกเช้า
นักโภชนาการ ชิว ซื่อซิน จากไต้หวัน เปิดเผยผ่านสื่อ ETtoday ว่านี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดในการดูแลสุขภาพ หลายคนเชื่อว่าไขมันพอกตับเกิดจากการดื่มเหล้าหรือกินอาหารมันๆ เท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว "น้ำผลไม้" ที่หลายคนมองว่ามีประโยชน์ คือกับดักสำคัญที่ทำร้ายตับโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากน้ำตาลในผลไม้คือ "น้ำตาลฟรุกโตส" ซึ่งมีกระบวนการย่อยสลายที่แตกต่างจากน้ำตาลกลูโคสทั่วไป
iStockphoto
นักโภชนาการอธิบายว่า เมื่อเราทานผลไม้สดทั้งลูก เส้นใยอาหารจะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย แต่เมื่อนำผลไม้หลายๆ ลูกมาคั้นเป็นน้ำและกรองกากออก สิ่งที่เหลืออยู่คือ "น้ำตาลฟรุกโตสในรูปแบบของเหลว" ซึ่งจะถูกดูดซึมเข้าสู่ตับอย่างรวดเร็วเหมือนคลื่นสึนามิ
เนื่องจากตับเป็นอวัยวะเดียวที่ทำหน้าที่จัดการกับฟรุกโตส เมื่อปริมาณน้ำตาลทะลักเข้ามาเกินกว่าที่ตับจะจัดการได้ ตับจะเปลี่ยนน้ำตาลเหล่านี้เป็น "ไตรกลีเซอไรด์" อย่างรวดเร็ว และนำไปสะสมไว้รอบๆ เนื้อเยื่อตับ จนกลายเป็นภาวะไขมันพอกตับในที่สุด แม้ว่าผู้ป่วยจะรับประทานอาหารที่จืดชืดหรือไร้น้ำมันเพียงใดก็ตาม
iStockphoto
นักโภชนาการ ชิว ซื่อซิน ได้ให้คำแนะนำเพื่อแก้ไขภาวะไขมันพอกตับที่สามารถทำตามได้จริง ดังนี้:
ทั้งนี้ ภาวะไขมันพอกตับสามารถรักษาให้หายและย้อนกลับมาเป็นปกติได้ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนนิสัยการกินให้ถูกต้องและเลิกความเชื่อเรื่องการบำรุงร่างกายด้วยน้ำผลไม้คั้นแยกกากที่เข้มข้นจนเกินไป