ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง รัฐบาลไทยเร่งออกมาตรการช่วยเหลือภาคขนส่ง เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนและลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ครอบคลุมทั้งรถโดยสาร รถบรรทุก แท็กซี่ และจักรยานยนต์สาธารณะ
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการ “ตรึงค่าครองชีพ” ไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน โดยเฉพาะค่าโดยสารและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน
หนึ่งในเป้าหมายหลักของมาตรการนี้ คือการช่วยให้ผู้ประกอบการขนส่งยังคงให้บริการได้ตามปกติ โดยไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นค่าโดยสาร ซึ่งจะช่วยลดภาระของประชาชนในวงกว้าง
นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันไม่ให้ต้นทุนค่าขนส่งถูกผลักไปยังราคาสินค้าในท้องตลาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อค่าครองชีพโดยรวมของประเทศ
รัฐบาลยังย้ำถึงการดูแลประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะการเดินทางระหว่างวันที่ 6–19 เมษายน 2569 ที่จะมีการควบคุมค่าโดยสารรถโดยสารสาธารณะ ไม่ให้ปรับขึ้น พร้อมรับประกันว่าประชาชนจะมีรถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่างเพียงพอ
กรมการขนส่งทางบก เปิดให้ผู้ประกอบการและผู้ขับรถที่เข้าเกณฑ์ ลงทะเบียนขอรับสิทธิ์ระหว่างวันที่ 16–19 เมษายน 2569 ผ่านระบบ “DLT พร้อมซัปพอร์ต” https://tss.dlt.go.th/ ตลอด 24 ชั่วโมง หรือยื่นเรื่องด้วยตนเองที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ
เงินช่วยเหลือจะโอนผ่านระบบพร้อมเพย์ หลังตรวจสอบข้อมูลครบถ้วน โดยครอบคลุมระยะเวลา 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม 2569
มาตรการนี้ครอบคลุมผู้ประกอบการขนส่งหลายประเภท โดยกำหนดวงเงินช่วยเหลือแตกต่างกันตามลักษณะการใช้งานและระยะทาง
กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ
1.รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 1 ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดที่มีเส้นทางต่อเนื่อง (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย จำนวนเงิน 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร
2.รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 4 ในเขตกรุงเทพมหานคร (รถมินิบัส รถตู้โดยสารและรถโดยสารสองแถว) ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย จำนวนเงิน 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก หรือแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร
3.รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 2 (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือตามจำนวนระยะทางที่ให้บริการขนส่งสาธารณะตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก จำนวนเงิน 2 บาทต่อกิโลเมตร สูงสุดไม่เกิน 700 บาทต่อวันต่อคัน
4.รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 3 (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือตามจำนวนระยะทางที่ให้บริการขนส่งสาธารณะตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก จำนวนเงิน 2 บาทต่อกิโลเมตร สูงสุดไม่เกิน 500 บาทต่อวันต่อคัน
5.รถโดยสารไม่ประจำทาง ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย ดังนี้
(1) รถบัส จำนวนเงิน 5,000 บาทต่อคัน
(2) รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร จำนวนเงิน 3,600 บาทต่อคัน
ทั้งนี้ กรณีเป็นรถที่นำไปใช้เพื่อการท่องเที่ยวหรือนำไปใช้เพื่อรับเหมาทั่วไป ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร
กรณีเป็นรถที่นำไปใช้เพื่อรับส่งพนักงาน ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 1,500 กิโลเมตร
กลุ่มรถบรรทุกรับจ้างขนส่งสินค้าไม่ประจำทาง
1.รถตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย จำนวนเงิน 6,000 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบกตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 4,000 กิโลเมตร
2.รถน้อยกว่า 10 ล้อ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย จำนวนเงิน 3,000 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ของกรมการขนส่งทางบก ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร
กลุ่มรถรับจ้าง (รถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์สาธารณะ)
1.รถแท็กซี่ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย จำนวนเงิน 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE และต้องเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลาที่ทำการรับจ้าง โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร
2.รถจักรยานยนต์สาธารณะ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย จำนวนเงิน 840 บาทต่อคัน
ทั้งนี้ ผู้ขอรับสิทธิจะต้องมีการให้บริการจริง และมีข้อมูลการเดินรถผ่านระบบ GPS ตามเงื่อนไขที่กำหนด
มาตรการช่วยเหลือค่าน้ำมันครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในแนวทางเร่งด่วนของภาครัฐในการดูแลทั้งผู้ประกอบการและประชาชนในช่วงที่ต้นทุนพลังงานผันผวน โดยไม่เพียงช่วยลดภาระผู้ขนส่ง แต่ยังช่วยชะลอการปรับขึ้นค่าครองชีพในภาพรวม
อย่างไรก็ตาม ผู้มีสิทธิ์ควรตรวจสอบเงื่อนไขและลงทะเบียนภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อไม่พลาดโอกาสรับเงินช่วยเหลือในครั้งนี้