‘ภราดร’ คาดมี 50,000 ล้านบาท ที่ส่วนราชการจัดซื้อจัดจ้าง-ผูกพันงบไม่ทันภายใน 30 เม.ย. 69 พับเข้า พ.ร.บ.โอนงบประมาณ รับน้อยกว่าคาด แต่ก็เป็นข้อดีที่มีเม็ดเงินอัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจเร็วขึ้น พร้อมชง ครม.เศรษฐกิจเคาะคนละครึ่ง พลัส จับตาเติมเงินบัตรคนจน ลุ้นรับ 4,000 บาท
30 เม.ย. 69 – นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าเรื่องการดำเนินการพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ 2569 ภายหลังได้มอบหมายให้ส่วนราชการเร่งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และทำสัญญาผูกพันงบประมาณภายในวันที่ 30 เม.ย. 2569 ว่า วันนี้ (30 เม.ย.) เป็นวันสุดท้ายที่ส่วนราชการจะเร่งจัดซื้อจัดจ้างและทำสัญญาผูกพัน ซึ่งหลังจากนี้สำนักงบประมาณน่าจะเร่งสรุปตัวเลขเสนอให้รัฐบาลพิจารณาว่าจะมีงบประมาณที่ดำเนินการไม่ทันตามกำหนดเวลาที่ให้ไว้เท่าไหร่
ทั้งนี้ เบื้องต้นประเมินวาน่าจะมีเม็ดเงินไม่มากนัก ราว 50,000 ล้านบาท ซึ่งยอมรับว่าน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะมาตรการเร่งรัดดังกล่าวที่ออกมา ทำให้ส่วนราชการเร่งดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและทำสัญญาผูกพันงบประมาณกันอย่างรวดเร็ว โดยมองว่าเรื่องนี้ก็เป็นส่วนดี เพราะถือเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปหมุนในระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น
ส่วนความคืบหน้าเกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินเพื่อมาดูแลเศรษฐกิจนั้น เรื่องนี้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมว่าหากจะมีการดำเนินการกู้เงินจะเป็นจำนวนเท่าไหร่ โดยต้องดูตัวเลขสรุปของ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2569 ประกอบกันด้วย
อย่างไรก็ดี ในส่วนของผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ จนสร้างความเสียหายและความเดือดร้อนให้กับประชาชนและภาคเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะที่งบประมาณปี 2570 และแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Framework : MTFF) ยังคงไว้ตามเดิมนั้น เรื่องนี้ 4 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีข้อสรุปร่วมกันแล้วว่า ยังคงกรอบงบประมาณปี 2570 ไว้ตามเดิม โดยเฉพาะงบประมาณรายจ่าย ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไปยังมีโอกาสขยายตัวได้ดีขึ้น ดังนั้นก็มีโอกาสเป็นไปได้ที่รายรับจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้รัฐบาลยังไม่มีความกังวลเกี่ยวกับตัวเลขงบประมาณปี 2570 เท่าไหร่ แต่ก็ยังต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อไปว่าจะยืดเยื้อมากน้อยแค่ไหน
นายภราดร ยังกล่าวถึงความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัส ว่า คาดว่าจะเสนอแพคเกจกระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งจะรวมโครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจพิจารณาได้ในวันที่ 4 พ.ค. 2569 หลังจากนั้นจะมีการเสนอให้ที่ประชุม ครม. ในวันที่ 5 พ.ค. พิจารณาต่อทันที และภายหลังจากโครงการผ่านความเห็นชอบจาก ครม. แล้ว ก็คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการเปิดให้ลงทะเบียนได้ ภายในเดือน พ.ค. นี้ และจะสามารถเริ่มใช้จ่ายได้ทันในวันที่ 1 มิ.ย. แน่นอน
“ตามไทม์ไลน์แล้วโครงการคนละครึ่ง พลัส ควรจะต้องเสนอเข้าที่ประชุม ครม. อาทิตย์หน้า ซึ่งจะเข้าเป็นแพคเกจกระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วยไทย พลัส และหลังจากผ่านความเห็นชอบจาก ครม. โครงการคนละครึ่ง พลัส ก็จะเดินหน้าทันที คือ เปิดให้ลงทะเบียนภายใน พ.ค. นี้ โดยจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ยืนยันว่าจะมากกว่า 20 ล้านคนแน่นอน เพราะรอบก่อนอยู่ที่่ 20 ล้านคน รอบนี้ก็จะต้องเป็น 20 ล้านคนพลัส แต่ตัวเลขที่ชัดเจนอาจจะต้องรอทางกระทรวงการคลังสรุปอีกครั้ง เพราะต้องดูงบประมาณที่ใช้ด้วยว่ามีเท่าไหร่ ส่วนรูปแบบโครงการที่เป็นทยอยจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน รวมเป็น 4,000 บาทนั้น ก็ถือเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง คือไม่ได้จ่ายทีเดียว เป็นการทยอยจ่ายเป็นรายเดือน ดังนั้นจึงมีเวลาให้ทางกระทรวงการคลังหาเงิน” นายภราดร กล่าว
อย่างไรก็ดี กล่าวยอมรับว่า จำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในรอบนี้ อาจจะลดเหลือ 13.2 ล้านคน จากเดิมที่ 13.4 ล้านคน โดยตัวเลขที่ลดลงส่วนหนึ่งเพราะมีผู้ถือบัตรที่เสียชีวิต และอื่น ๆ ขณะที่แนวทางดำเนินการช่วยเหลือในกลุ่มนี้ ยืนยันว่าจะมีการเติมเงินให้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,000 บาท ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง จากปกติอยู่ที่ 300 บาทต่อเดือน และเมื่ีอครบเวลาวงเงินในส่วนนี้ก็จะกลับไปอยู่ที่ฐานเดิม คือ 300 บาทต่อเดือน ส่วนว่าจะได้เท่ากับผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการคนละครึ่ง พลัส ที่ 4,000 บาทหรือไม่นั้น นายภราดร ระบุว่า อยู่ที่นายเอกนิติจะเคาะตัวเลขออกมาเป็นเท่าไหร่ แต่เบื้องต้นเชื่อว่าน่าจะได้สิทธิ์เท่ากันกับโครงการคนละครึ่ง พลัส