ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปี พรีเมียร์ลีก: จัดอันดับกุนซือทุกคนจากฤดูกาล 2025-26 ตั้งแต่ อันโดนี อิราโอลา และ มิเกล อาร์เตต้า ไปจนถึง อีกอร์ ทูดอร์ และ แองจ์ โพสเตโคกลู
นภาพร วงศ์สุวรรณ May 26, 2026 05:39 PM

ศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26 ปิดฉากลงแล้ว เหล่านักเตะในลีกสูงสุดของอังกฤษต่างเริ่มวางแผนช่วงซัมเมอร์ของตนเอง บางคนเตรียมพักผ่อน ขณะที่บางคนกำลังจะได้โอกาสโชว์ฝีเท้าในเวทีฟุตบอลโลก สำหรับเหล่าผู้จัดการทีม แม้ฤดูกาลจะจบลง แต่การทำงานของพวกเขายังไม่หยุด เพราะต้องเริ่มวางแผนสำหรับตลาดซื้อขายนักเตะและฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึง

ฤดูกาลนี้มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้จัดการทีมเกิดขึ้นมากมาย โดยมีถึง 11 สโมสรที่ปลดกุนซือระหว่างซีซั่น น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เปลี่ยนถึง 4 คน ขณะที่ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ และ เชลซี ต้องปรับเปลี่ยนถึงสองครั้งในปีเดียว

และในช่วงซัมเมอร์นี้จะมีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม เนื่องจาก เป๊ป กวาร์ดิโอลา, อันโดนี อิราโอลา และ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ต่างประกาศอำลาสโมสรของตนเอง ขณะที่ มาร์โก ซิลวา หมดสัญญากับ ฟูแล่ม

ก่อนจะมองไปข้างหน้า ทีมบรรณาธิการของ GOAL ได้รวมตัวกันจัดอันดับผลงานของผู้จัดการทีมทุกคน ไม่ว่าจะเป็นกุนซือถาวรหรือชั่วคราว ที่คุมทีมอย่างน้อย 5 นัดในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26 เพื่อหาผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปี...

28. อีกอร์ ทูดอร์ (ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์)

แม้จะมีชื่อเสียงในอิตาลีจากการพาทีมหนีตกชั้น แต่การแต่งตั้ง อีกอร์ ทูดอร์ ในเดือนกุมภาพันธ์กลับดูแปลกประหลาด และเขาก็ไม่สามารถพิสูจน์ให้แฟนบอลเชื่อมั่นได้ สเปอร์ส ภายใต้การคุมทีมของเขาเล่นได้อย่างย่ำแย่และเสี่ยงต่อการตกชั้นทันทีตั้งแต่ต้นทาง

การประเดิมด้วยความพ่ายแพ้ 1-4 ในนอร์ธลอนดอน ดาร์บี้ ทำให้เริ่มต้นได้อย่างเลวร้าย และหลังจากนั้นเขาเก็บได้เพียง 1 คะแนนจาก 5 นัดในพรีเมียร์ลีก การพ่ายแพ้ในบ้านต่อ คริสตัล พาเลซ และ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ทำให้แฟนบอลสิ้นหวัง ก่อนที่ ทูดอร์ จะถูกปลดออกหลังคุมทีมเพียง 44 วัน

27. แองจ์ โพสเตโคกลู (น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์)

แม้จะพา สเปอร์ส คว้าแชมป์ยูโรปาลีก แต่ แองจ์ โพสเตโคกลู ก็ถูกปลด และได้งานใหม่อย่างรวดเร็วกับ ฟอเรสต์ ในเดือนกันยายน ทว่าเส้นทางที่ ซิตี้ กราวด์ กลับกลายเป็นฝันร้าย เขาพาทีมเก็บได้เพียง 1 แต้มจาก 5 นัด ก่อนถูกปลดในเวลาไม่ถึง 20 นาทีหลังพ่าย เชลซี ในบ้าน

26. แกรม พ็อตเตอร์ (เวสต์แฮม ยูไนเต็ด)

แฟนบอล เวสต์แฮม หวังว่า แกรม พ็อตเตอร์ จะกลับมาสร้างผลงานได้ดีอีกครั้งหลังจากช่วงเวลาที่ยากลำบากกับ เชลซี แต่ทุกอย่างกลับย่ำแย่ลงกว่าเดิม เขาถูกปลดในเดือนกันยายนหลังจากพาทีมแพ้ 4 จาก 5 นัดแรก เสียถึง 14 ประตู รวมถึงความพ่ายแพ้ต่อ เชลซี และ สเปอร์ส ในบ้าน และพ่ายทีมใหม่อย่าง ซันเดอร์แลนด์ ในนัดเปิดสนาม ปัจจุบันเขาเตรียมนำทีมชาติสวีเดนลุยฟุตบอลโลก

25. เลียม โรเซเนียร์ (เชลซี)

เลียม โรเซเนียร์ ทำผลงานได้ดีในฝรั่งเศสกับ สตราสบูร์ก แต่การเลื่อนขึ้นมาคุมทีม เชลซี ในเดือนมกราคม ทำให้แฟนบอลหลายคนไม่มั่นใจ อย่างไรก็ตาม เขาเริ่มต้นได้ยอดเยี่ยมด้วยการชนะ 4 นัดแรกในพรีเมียร์ลีก แต่หลังจากนั้นทีมชนะเพียงเกมเดียวจาก 9 นัดถัดมา และจบลงด้วยการพ่าย 5 นัดรวดโดยยิงไม่ได้เลย ซึ่งเป็นสถิติเลวร้ายสุดในรอบ 114 ปีของสโมสร ก่อนถูกปลดในเดือนเมษายน

24. โธมัส แฟรงค์ (ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์)

โธมัส แฟรงค์ เริ่มต้นได้ดีหลังพาทีมชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ เอติฮัด แต่ไม่นานทีมก็เริ่มเข้าสู่ช่วงตกต่ำ เมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์ สเปอร์ส รั้งอันดับ 16 หลังชนะเพียง 2 จาก 17 นัด และสุดท้ายเขาก็ถูกปลดออกไป กลายเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในลอนดอนเหนือ

23. สกอตต์ ปาร์คเกอร์ (เบิร์นลีย์)

สกอตต์ ปาร์คเกอร์ ถูกมองว่าเก่งในการพาทีมเลื่อนชั้นมากกว่าการอยู่รอดในพรีเมียร์ลีก และฤดูกาลนี้กับ เบิร์นลีย์ ก็ยืนยันเช่นนั้น เขาถูกปลดหลังทีมตกชั้นแน่นอน โดยชนะเพียง 1 จาก 29 นัดสุดท้าย และไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้เลย

22. รูเบน อาโมริม (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

แม้ผลงานช่วงต้นฤดูกาลจะดูดีขึ้นจากครึ่งซีซั่นก่อน แต่เมื่อเทียบกับช่วงหลังถูกปลดในเดือนมกราคม รูเบน อาโมริม กลับทำได้ต่ำกว่ามาตรฐานอย่างมาก การยึดระบบ 3-4-3 ของเขาทำให้ บรูโน แฟร์นันด์ส ต้องถอยต่ำ และไม่มีที่ว่างให้ ค็อบบี เมนู สุดท้ายเขาถูกปลดหลังเสมอ ลีดส์ โดยชนะเพียง 3 จาก 11 นัดสุดท้าย

21. ฌอน ไดช์ (น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์)

ฌอน ไดช์ เริ่มงานในเดือนตุลาคมด้วยความหวังจะพา ฟอเรสต์ กลับมารุ่งอีกครั้ง แต่คุมทีมได้เพียง 4 เดือนก่อนถูกปลด แม้จะชนะ 6 จาก 18 นัด แต่แนวทางการเล่นที่ระมัดระวังเกินไปทำให้แฟนบอลไม่พอใจ และสุดท้ายทีมยังหนีตกชั้นไม่ขาด

20. คาลัม แม็กฟาร์เลน (เชลซี)

คาลัม แม็กฟาร์เลน โค้ชเยาวชนที่ถูกดันขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่สองช่วงเวลา ไม่มีประสบการณ์มากพอสำหรับทีมระดับ เชลซี เขาชนะได้เพียง 1 จาก 6 นัด แม้จะเสมอในเกมเยือน แมนฯ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล แต่การพ่ายแพ้ต่อ ฟอเรสต์ และ ซันเดอร์แลนด์ ทำให้ทีมชวดตั๋วยุโรป

19. ร็อบ เอ็ดเวิร์ดส์ (วูล์ฟส์)

ร็อบ เอ็ดเวิร์ดส์ เข้ามาคุมทีมในเดือนพฤศจิกายนขณะที่ วูล์ฟส์ อยู่อันดับสุดท้าย และไม่สามารถหนีตกชั้นได้ แม้จะมีบางช่วงที่น่าชื่นชม เช่น การชนะในบ้านเหนือ แอสตัน วิลลา และ ลิเวอร์พูล รวมถึงการเสมอ อาร์เซนอล แบบสุดมัน แต่ทีมก็จบฤดูกาลด้วยการไม่ชนะ 8 นัดติด เขายังคงได้รับความไว้วางใจให้นำทีมลุย แชมเปียนชิพ เพื่อพยายามเลื่อนชั้นกลับมาอีกครั้ง

18. นูโน เอสปิริโต ซานโต (น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ / เวสต์แฮม)

หลังจากพา ฟอเรสต์ ไปเล่นฟุตบอลยุโรปในฤดูกาลก่อน นูโน เริ่มต้นปีนี้ด้วยความขัดแย้งกับเจ้าของทีมและถูกปลดหลังเพียง 3 นัด ก่อนจะไปรับงานกับ เวสต์แฮม ในเดือนกันยายน แม้เริ่มต้นได้ย่ำแย่ แต่เขาก็พาทีมกลับมามีลุ้นรอดตกชั้น ทว่าความพ่ายแพ้ในช่วงท้ายฤดูกาลทำให้ทีมต้องตกชั้นในที่สุด แม้จะชนะ ลีดส์ ในนัดสุดท้ายก็ตาม

17. เอ็ดดี ฮาว (นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด)

หนึ่งปีก่อน เอ็ดดี ฮาว คือฮีโร่ของ นิวคาสเซิล หลังพาทีมคว้าแชมป์ในประเทศและกลับสู่ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก แต่ฤดูกาลนี้กลับกลายเป็นฝันร้าย พวกเขาแพ้ถึง 17 นัด และเกือบต้องหนีตกชั้น จบอันดับ 12 ซึ่งถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานมาก

16. อาร์เน่ สลอต (ลิเวอร์พูล)

แม้ ลิเวอร์พูล ใช้งบกว่า 450 ล้านปอนด์เสริมทัพ แต่ อาร์เน่ สลอต กลับต้องเจอกับแรงกดดันอย่างหนัก ทีมเล่นได้ต่ำกว่าความคาดหวังและต้องลุ้นตั๋วยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกจนถึงนัดสุดท้าย ก่อนจบอันดับที่ 5 พร้อมข่าวลือเรื่องความขัดแย้งกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

15. วิเตอร์ เปไรรา (วูล์ฟส์ / น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์)

วิเตอร์ เปไรรา เริ่มฤดูกาลกับ วูล์ฟส์ และโดนปลดหลังคุม 10 นัดโดยไม่ชนะ ก่อนจะกลับมารับงานกับ ฟอเรสต์ ในฐานะกุนซือคนที่ 4 ของทีม และพาทีมไม่แพ้ 8 นัดติดจนรอดตกชั้นได้อย่างยอดเยี่ยม

14. เอ็นโซ มาเรสกา (เชลซี)

เอ็นโซ มาเรสกา พา เชลซี คว้าแชมป์คอนเฟอเรนซ์ลีก และแชมป์สโมสรโลก แต่ผลงานในพรีเมียร์ลีกกลับไม่สม่ำเสมอ เขาถูกปลดในวันปีใหม่หลังพาทีมชนะเพียง 1 จาก 7 นัดสุดท้าย ท่ามกลางข่าวลือว่าเขาเจรจากับ แมนฯ ซิตี้ เพื่อแทนที่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา

13. โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ (คริสตัล พาเลซ)

โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ จะอำลา พาเลซ ในฐานะผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จที่สุดของสโมสร แม้ผลงานในพรีเมียร์ลีกปีนี้จะน่าผิดหวัง จบอันดับ 15 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 10 ปี แต่เขายังมีโอกาสปิดฉากด้วยแชมป์คอนเฟอเรนซ์ลีกในสัปดาห์หน้า

12. เดวิด มอยส์ (เอฟเวอร์ตัน)

เดวิด มอยส์ พา เอฟเวอร์ตัน ลุ้นพื้นที่ยุโรปหลังกลับมาทำผลงานดีอีกครั้ง แต่ทีมสะดุดในช่วงท้ายด้วยการไม่ชนะ 7 นัดติด ทำให้จบเพียงอันดับ 13 ทั้งที่เคยมีลุ้นถึงยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในเดือนมีนาคม

11. มาร์โก ซิลวา (ฟูแล่ม)

มาร์โก ซิลวา พา ฟูแล่ม จบอันดับ 11 ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 นับตั้งแต่เลื่อนชั้น แม้จะพลาดโอกาสลุ้นพื้นที่ยุโรปเพียงแต้มเดียว แต่ถือเป็นอีกหนึ่งซีซั่นที่มั่นคงสำหรับทีมจาก คราเวน ค็อตเทจ

10. โรแบร์โต เด แซร์บี (ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์)

โรแบร์โต เด แซร์บี เข้ามาคุม สเปอร์ส 7 นัดสุดท้ายของฤดูกาลโดยมีเป้าหมายเดียวคือการหนีตกชั้น และเขาทำได้สำเร็จ ด้วยการชนะ 3 นัด รวมถึงเกมสำคัญนัดสุดท้ายเหนือ เอฟเวอร์ตัน ทำให้ทีมรอดตกชั้นและได้อันดับ 17

9. ฟาเบียน เฮิร์เซเลอร์ (ไบรท์ตัน)

ฟาเบียน เฮิร์เซเลอร์ ต้องเจอกับแรงกดดันอย่างหนักเมื่อทีมชนะเพียง 1 จาก 13 นัดในช่วงต้นปี แต่เขาพาทีมกลับมาเก็บชัย 7 จาก 10 นัดสุดท้าย คว้าตั๋วยุโรปได้อีกครั้งด้วยอันดับ 8 ติดต่อกันเป็นปีที่สอง

8. ดาเนียล ฟาร์เค (ลีดส์ ยูไนเต็ด)

หลังจากถูกวิจารณ์อย่างหนักในช่วงต้นฤดูกาล ดาเนียล ฟาร์เค พลิกสถานการณ์ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการปรับแท็กติกในเกมกับ แมนฯ ซิตี้ และจากนั้นพาทีมแพ้เพียง 5 จาก 25 นัดสุดท้าย รอดตกชั้นแบบสบายและคว้าชัยเหนือ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1981

7. ไมเคิล คาร์ริก (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

ไมเคิล คาร์ริก เข้ามารับตำแหน่งชั่วคราวหลังการปลด อาโมริม และทำผลงานได้สุดยอด พาทีมชนะทั้ง แมนฯ ซิตี้, อาร์เซนอล, ลิเวอร์พูล, เชลซี และ แอสตัน วิลลา จบอันดับ 3 โดยเก็บแต้มมากที่สุดในลีกในช่วง 17 นัดสุดท้าย (39 คะแนน)

6. เป๊ป กวาร์ดิโอลา (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

นี่อาจไม่ใช่ แมนฯ ซิตี้ ยุคทอง แต่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ยังทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในปีสุดท้ายของเขา เขาสามารถผสานนักเตะใหม่อย่าง รายาน แชร์กี, จานลุยจิ ดอนนารุมมา, อ็องตวน เซเมนโย และ มาร์ก เกฮี เข้ากับดาวรุ่งอย่าง เยเรมี โดกู และ นิโก โอไรลีย์ ได้อย่างลงตัว พาทีมลุ้นแชมป์จนถึงโค้งสุดท้ายก่อนอำลา

5. คีธ แอนดรูว์ส (เบรนท์ฟอร์ด)

คีธ แอนดรูว์ส เข้ามารับงานแรกในพรีเมียร์ลีกโดยต้องแทนที่ โธมัส แฟรงค์ และเสียผู้เล่นคนสำคัญไปหลายราย แต่เขากลับพาทีมจบอันดับ 9 เทียบเท่าผลงานดีที่สุดของสโมสร แม้จะพลาดตั๋วยุโรปเพราะผลต่างประตูได้เสีย

4. อูไน เอเมรี (แอสตัน วิลลา)

อูไน เอเมรี เริ่มฤดูกาลได้แย่เมื่อ วิลลา ไม่สามารถชนะหรือยิงประตูได้ใน 5 นัดแรก แต่หลังจากนั้นเขาพาทีมกลับมาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมจนจบอันดับ 4 และคว้าตั๋ว ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก พร้อมกับการคว้าแชมป์ ยูโรปาลีก อีกสมัย

3. เรจิส เลอ บรีส์ (ซันเดอร์แลนด์)

ซันเดอร์แลนด์ ที่เพิ่งเลื่อนชั้นกลับมาใช้เงินเสริมทัพมหาศาลแต่ก็ยังถูกมองว่าเป็นตัวเต็งตกชั้น ทว่าภายใต้การคุมทีมของ เรจิส เลอ บรีส์ พวกเขาไม่เคยตกไปอยู่ในโซนตกชั้นเลย และปิดฤดูกาลด้วยอันดับ 7 พร้อมตั๋ว ยูโรปาลีก รวมถึงการเอาชนะ นิวคาสเซิล ทั้งเหย้าและเยือน

2. มิเกล อาร์เตต้า (อาร์เซนอล)

หลังจากพลาดแชมป์ติดต่อกันสามปี ในที่สุด มิเกล อาร์เตต้า ก็นำ อาร์เซนอล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ เขาปรับรูปแบบการเล่นให้เข้ากับแนวทางฟุตบอลอังกฤษยุคใหม่ที่เน้นพละกำลังและลูกตั้งเตะ ทีมของเขาเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมที่สุดของฤดูกาล และสมควรได้รับคำชื่นชมทั้งหมด

1. อันโดนี อิราโอลา (บอร์นมัธ)

แม้ บอร์นมัธ จะเสียผู้เล่นตัวหลักหลายราย รวมถึงผู้รักษาประตูและแนวรับถึง 3 ใน 4 คน รวมถึงขาย อ็องตวน เซเมนโย ในเดือนมกราคม แต่อันโดนี อิราโอลา ก็พาทีมทำผลงานได้อย่างน่าทึ่ง เขาสร้างแนวรับใหม่และทำให้ทีมขึ้นไปถึงอันดับ 2 หลังผ่าน 9 นัดแรก ก่อนจะเจอช่วงตกต่ำ 11 นัดไม่ชนะ แต่หลังจากนั้นทีมกลับมาไร้พ่าย 18 นัดติด จบอันดับ 6 และคว้าตั๋วยุโรปครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

ไม่มีใครทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเท่า อิราโอลา ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025-26 อย่างแน่นอน มาร์โก โรส ที่จะเข้ามาแทน มีงานใหญ่รออยู่แน่

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.