วันนี้ (27 พ.ค.69) ผู้สื่อข่าวฐานเศรษฐกิจ พบว่ามีกลุ่มชาวบ้านตัวแทนผู้เสียหายจากอำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ นำโดยนายสมพงษ์ ชำนาญไพร และนางสาวจิรฐิตา สิงห์อยู่วงษ์ ได้รวมตัวกันเดินทางมายังเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ หน้าทำเนียบรัฐบาล ถนนพิษณุโลก กทม. เพื่อยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
จากการตรวจสอบข้อมูลจากศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์รัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ทำให้ทราบว่า กลุ่มชาวบ้านดังกล่าว มาขอความช่วยเหลือกรณีถูกฉ้อโกงเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ จากกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์สมาชิกสหกรณ์การเกษตรโกรกพระ จำกัด
ข้อมูลจากชาวบ้านที่ร้องเรียน "ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ฯ" ระบุว่า เหตุการณ์นี้เริ่มเป็นที่เปิดเผยเมื่อสมาชิกกองทุนฯ ซึ่งส่วนใหญ่สมัครและส่งเงินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 พบว่าเมื่อมีสมาชิกเสียชีวิต ทายาทกลับไม่ได้รับเงินฌาปนกิจตามที่ตกลงไว้
โดยมีรายงานผู้เสียหายเบื้องต้น 48 ราย แบ่งเป็น ยังมีชีวิตอยู่ 42 ราย และเสียชีวิตแล้ว 6 ราย กลุ่มผู้เสียหายเรียกร้องให้มีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรายละ 130,000 บาท รวมเป็นเงินงบประมาณเยียวยากว่า 6,240,000 บาท
จากการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าเป็นการกระทำความผิดของ "คณะกรรมการสหกรณ์ฯ ชุดที่ 51" ซึ่งมีพฤติการณ์ทุจริตและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามกฎหมาย
ล่าสุดพนักงานสอบสวน สภ.โกรกพระ ได้สรุปสำนวนคดีสั่งฟ้องในความผิดตาม พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545 และส่งเรื่องไปยังอัยการศาลแขวงนครสวรรค์แล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568
นอกจากนี้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ดำเนินการยึดทรัพย์สิน ของคณะกรรมการชุดดังกล่าวไว้แล้ว แต่ในทางปฏิบัติ ชาวบ้านยังคงไม่ได้รับเงินชดเชย ทำให้ต้องเดินทางมาร้องเรียนเพื่อเร่งรัดกระบวนการ
ความช่วยเหลือจากภาครัฐ
สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษา สปน. ด้านการบริหารจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ ได้เข้าเป็นประธานการประชุมเพื่อบูรณาการความช่วยเหลือล่าสุดเมื่อวันที่ 26 พ.ค.69 เพื่อเร่งหาข้อยุติและรายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรี ผ่านทาง นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี โดยมีแนวทางที่ชัดเจน
1. สำนักงานยุติธรรมจังหวัดนครสวรรค์ อนุมัติเงินกองทุนยุติธรรมเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและจัดหาทนายอาสาให้กับกลุ่มผู้เสียหายและทายาท
2. การเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง พนักงานอัยการจะดำเนินการยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาตามมาตรา 44/1 ไปพร้อมกับการฟ้องคดีอาญา เพื่อลดภาระของชาวบ้าน
ทั้งนี้ ชาวบ้านผู้เดือดร้อนยืนยันว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด เนื่องจากเงินที่สูญเสียไปเป็นเงินเก็บก้อนสุดท้ายที่หวังจะใช้เป็นค่าจัดการศพและสวัสดิการให้กับครอบครัว