ปิดฉากลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” อย่างเป็นทางการ หลังประชาชนแห่ลงทะเบียนทะลุ 26.5 ล้านราย ขณะที่กระทรวงการคลังคัดสิทธิ์ออกเกือบ 5 แสนคน ส่วนใหญ่ติดเงื่อนไขถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยผู้ผ่านเกณฑ์เริ่มใช้สิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังได้ตั้งแต่ 1 มิถุนายนนี้
ลงทะเบียนรวม 26.5 ล้านคน จากเป้าหมาย 30 ล้านสิทธิ์
โดยนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังโฆษก กล่าวว่า การเปิดลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) สิ้นสุดแล้วตั้งแต่ 22.00 น. วันที่ 29 พฤษภาคม ซึ่งมีจำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 26,524,940 ราย จากเป้าหมาย 30 ล้านสิทธิ์ ส่งผลมีคงเหลือ 3,959,377 ล้านสิทธิ์
โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่
กลุ่มผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส มาก่อน จำนวน 18,900,479 ราย
กลุ่มผู้ลงทะเบียนรายใหม่จำนวน 7,624,461 ราย
ตัดสิทธิ์เกือบ 5 แสนราย พบเสียชีวิต-ย้าย
ในส่วนของผู้ลงทะเบียนรายใหม่จำนวน 7.6 ล้านรายนั้น ได้มีการตรวจคุณสมบัติครบทุกรายแล้ว พบว่ามีผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและลงทะเบียนสำเร็จจำนวน 7,140,144 ราย อย่างไรก็ตาม มีผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์การตรวจสอบคุณสมบัติจำนวน 484,317 ราย

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
โดยสาเหตุหลักของการไม่ผ่านเกณฑ์ ได้แก่
เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 481,604 ราย
เป็นผู้เสียชีวิต หรือย้ายไปต่างประเทศ 2,505 ราย
เคยทำผิดเงื่อนไขโครงการคนละครึ่ง 208 ราย
“หลังจากตรวจสอบคุณสมบัติเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้โครงการไทยช่วยไทย พลัส มีจำนวนผู้ลงทะเบียนที่สำเร็จและได้รับสิทธิ์รวมทั้งสิ้น 26,040,623 ราย ซึ่งเป็นการรวมกันระหว่างผู้ใช้งานเดิมจากโครงการคนละครึ่ง พลัส 18,900,479 ราย และผู้ลงทะเบียนใหม่ที่ผ่านเกณฑ์ 7,140,144 ราย”
สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส มีเป้าหมายเพื่อการดูแลประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสภาวะของแพงและค่าครองชีพสูง มากกว่าการมุ่งเน้นเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนโครงการในอดีต โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในสัดส่วน 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% (สูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน หรือ 1,000 บาทต่อเดือน)
ทั้งนี้ โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะเริ่มให้ใช้สิทธิ์ได้ ตั้งแค่วันที่ 1 มิ.ย. เป็นต้นไป ส่วนประชาชนใช้ไม่หมดในแต่ละเดือน จะถูกดึงคืนและตั้งยอดใหม่ให้ในเดือนถัดไป โดยไม่มีการสมทบยอด เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การช่วยเหลือผู้เดือดร้อนตามจริงและตามความสามารถในการบริหารจัดการงบประมาณของรัฐบาล