อนาคตของโรแบร์โต เด แซร์บีจะเป็นอย่างไร? ความวุ่นวายที่มาร์กเซยชี้ให้เห็นว่าอดีตกุนซือไบรท์ตันอาจยังไม่พร้อมสำหรับการคุมทีมระดับท็อป
นภาพร วงศ์สุวรรณ June 01, 2026 01:12 AM

การประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการแยกทางของโรแบร์โต เด แซร์บีกับโอลิมปิก มาร์กเซย เกิดขึ้นเมื่อเวลา 02:35 น. ของเช้าวันอังคาร แม้ว่าช่วงเวลานั้นจะดูแปลกไปบ้าง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การอำลาครั้งนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้ใครเลย เพราะมันเป็นสิ่งที่คาดเดาได้มาระยะหนึ่งแล้ว โดยความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน 5-0 ต่อปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่สนามปาร์ก เด แพร็งซ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ถือเป็นจุดจบของเส้นทางการคุมทีมของเขาอย่างชัดเจน

เมื่อกล้องจับภาพไปที่กุนซือชาวอิตาเลียนหลังจากควิชา ควารัตสเคเลีย วอลเลย์ประตูที่สี่ให้เจ้าบ้าน ทุกอย่างก็ชัดเจนว่าเด แซร์บีรู้ดีว่าทุกอย่างจบลงแล้ว เขาไม่ใช่คนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้อีกต่อไป และบางทีเขาอาจไม่เคยเหมาะสมตั้งแต่แรก

แม้เด แซร์บีจะได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกุนซือที่มีแนวคิดทางแท็กติกที่น่าสนใจและล้ำสมัยที่สุดในยุคนี้ แต่ช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความปั่นป่วนของเขาที่สต๊าด เวโลโดรม กลับทำให้เกิดคำถามมากขึ้นว่าเขาพร้อมสำหรับการคุมทีมระดับสูงจริงหรือไม่

ได้รับการยกย่องจากเป๊ปและคล็อปป์

การกล่าวว่าเด แซร์บีได้รับความเคารพจากเพื่อนร่วมอาชีพคงยังไม่เพียงพอ เขาได้รับการยกย่องในระดับสูงสุด

เป๊ป กวาร์ดิโอลา เคยติดตามผลงานของเด แซร์บีตั้งแต่ก่อนที่อดีตผู้จัดการทีมซัสซูโอโลและชัคตาร์ โดเนตส์ก จะย้ายมาอังกฤษและเปลี่ยนไบรท์ตันให้กลายเป็นหนึ่งในทีมที่เล่นฟุตบอลได้สวยงามที่สุดในยุโรป

“โรแบร์โตเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา” กวาร์ดิโอลากล่าวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2023 “ไม่มีทีมไหนเล่นฟุตบอลในแบบที่พวกเขาเล่น มันเป็นเอกลักษณ์ เหมือนร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์”

“ผมรู้ตั้งแต่เขามาถึงแล้วว่าเขาจะสร้างอิทธิพลอย่างมากในพรีเมียร์ลีก แต่ไม่คิดว่าจะทำได้เร็วขนาดนี้ ทีมของเขาสร้างโอกาสได้ 20 หรือ 25 ครั้งต่อเกม ดีกว่าคู่แข่งส่วนใหญ่ และครองบอลได้อย่างเหนือชั้น ไบรท์ตันเป็นหนึ่งในทีมที่ผมพยายามเรียนรู้จากพวกเขามากที่สุด”

ในขณะเดียวกัน คู่แข่งของเป๊ปอย่างเยอร์เกน คล็อปป์ ก็ชื่นชมไบรท์ตันของเด แซร์บีเช่นกัน โดยยอมรับว่าทีมของเขา ลิเวอร์พูล เคยถูกทำให้ “ดูตลก” ในเกมที่พ่าย 0-3 ที่สนามอเม็กซ์

“ผมเป็นคนรักฟุตบอล และถ้ามีใครเข้ามาแล้วสร้างอิทธิพลต่อวงการได้เหมือนโรแบร์โต มันไม่ควรถูกมองข้าม” คล็อปป์กล่าว

หมดแรงจูงใจ

แม้ว่าเด แซร์บีจะสร้างประวัติศาสตร์ให้กับไบรท์ตันด้วยการพาทีมจบอันดับ 6 ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2022-23 และได้สิทธิ์ไปแข่งฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร แต่เขาก็แยกทางกับทีมหลังจบฤดูกาลถัดมา ด้วยเหตุผลเรื่องความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับนโยบายซื้อนักเตะและความทะเยอทะยานของสโมสร

“ผมไม่เข้าใจว่าก้าวต่อไปของทีมคืออะไร” เด แซร์บีกล่าวกับสื่ออังกฤษ “คุณจะเพิ่มเงินเดือนผมเป็นสองเท่าก็ได้ แต่ถ้าผมไม่เห็นความฝันหรือเป้าหมาย ผมก็ไม่สามารถทุ่มเทได้เต็มที่เหมือนเดิม ผมจะสูญเสียแรงจูงใจและความหมายที่ผมเคยมีในฟุตบอล”

“นี่คือเหตุผลที่ผมตัดสินใจลาออก แม้จะไม่เต็มใจและรู้สึกเจ็บปวด”

ถึงอย่างนั้น เด แซร์บีก็ยังเป็นที่ต้องการของหลายสโมสร ผลงานของเขาที่ไบรท์ตันดึงดูดความสนใจจากทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีก รวมถึงหลายสโมสรในกัลโช เซเรีย อา แต่การเลือกไปคุมมาร์กเซยของเขาทำให้หลายคนประหลาดใจ

“เหมือนแฟนบอลที่คุมทีม”

ในบางแง่ เด แซร์บีกับมาร์กเซยถือเป็นคู่ที่เข้ากันบนพื้นฐานของอารมณ์ ทั้งกุนซือที่เต็มไปด้วยความร้อนแรงและสโมสรที่ขึ้นชื่อเรื่องความวุ่นวายต่างมีความหลงใหลในฟุตบอลอย่างลึกซึ้ง ซึ่งอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเขารู้สึกผูกพันกับเมืองนี้อย่างรวดเร็ว

เขาเข้าใจดีว่ามาร์กเซยคืออะไรและมีความหมายอย่างไรต่อแฟนบอล อดีตมิดฟิลด์มาร์กเซย ซามีร์ นาสรี กล่าวกับสื่อฝรั่งเศสว่า “เด แซร์บีเหมือนแฟนบอลที่มาคุมทีม เขาเจ็บปวดมากทุกครั้งที่แพ้”

หลังจากมาร์กเซยแพ้ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในการดวลจุดโทษศึกโทรฟี เดส์ ช็องปิยง เมื่อวันที่ 8 มกราคม เขาถึงกับร้องไห้ในห้องแต่งตัว

“ผมไม่เคยร้องไห้หลังจากแพ้มาก่อน แต่วันนี้มันเจ็บปวดจริงๆ” เขากล่าว “เราต้องการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับสโมสรและคว้าแชมป์ แต่เราทำไม่ได้ เราเตรียมทีมมาอย่างดีเพื่อเจอกับทีมที่ดีที่สุดในยุโรป แต่เราต้องเล่นด้วยความมุ่งมั่นและเทคนิคแบบนี้ให้ได้ทุกครั้ง”

อย่างไรก็ตาม ความไม่สม่ำเสมอในการเล่นของมาร์กเซยทำให้เขาทนไม่ไหวและสุดท้ายต้องแยกทาง

“ความผิดของผมเอง”

เช่นเดียวกับตอนอยู่ไบรท์ตัน เด แซร์บีเริ่มต้นได้ดี โดยพามาร์กเซยจบอันดับ 2 ในลีกเอิงและได้ไปเล่นแชมเปียนส์ลีก แต่เส้นทางไม่ได้ราบรื่นนัก เขาเคยนำทีมไปเก็บตัวฝึกซ้อมในกรุงโรมช่วงท้ายฤดูกาลเพื่อกระตุ้นขวัญกำลังใจ

แต่สัญญาณของความเครียดเริ่มปรากฏขึ้นเพียงสามเดือนหลังเปิดฤดูกาล 2024-25 เมื่อมาร์กเซยแพ้อ็อกเซร์ 1-3 คาบ้านในวันที่ 8 พฤศจิกายน เด แซร์บีถึงกับขู่จะลาออก

“ถ้าผมคือปัญหา ผมพร้อมจะไป ผมจะคืนสัญญาและเงินเดือนทั้งหมด” เขากล่าว “ผมมาที่มาร์กเซยเพราะสนามเวโลโดรม แต่ผมไม่สามารถทำให้นักเตะเล่นได้เหมือนตอนซ้อมหรือในเกมเยือน มันเป็นความผิดของผม ผมต้องรับผิดชอบ”

เขายังมีปัญหากับนักเตะบางรายที่เขามองว่าไม่ทุ่มเทหรือไม่เห็นคุณค่าของการเล่นให้มาร์กเซย หนึ่งในเหตุการณ์ที่เป็นข่าวคือการปะทะกับอิสมาเอล โกเน ที่เขาไล่ออกจากสนามซ้อมเพราะเล่นไม่เต็มที่และบอกให้ไปเรียกเอเย่นต์ของตัวเองมา

โกเนตอบโต้ด้วยความโกรธที่ถูกไล่ต่อหน้าทั้งทีม และหลังจากนั้นก็ย้ายไปแรนส์แบบยืมตัว ก่อนจะย้ายถาวรไปซัสซูโอโลในเวลาต่อมา

เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนเชื่อว่ามาร์กเซยเป็นสโมสรที่ต้องใช้คนพิเศษถึงจะอยู่รอดได้ และสุดท้ายแม้แต่เด แซร์บีเองก็ไม่สามารถทนแรงกดดันนั้นได้

การจากไปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

เพียงสองเดือนก่อน เขายังยืนยันว่าจะอยู่กับมาร์กเซยระยะยาว “ผมอยากอยู่เกินสามฤดูกาลและเป็นหนึ่งในโค้ชที่อยู่นานที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร” เขากล่าวกับสื่ออิตาลี “ผมรู้สึกดีแม้จะมีเสียงวิจารณ์และความสับสน”

แต่หลังจากฤดูกาลที่เริ่มต้นด้วยเหตุทะเลาะกันในห้องแต่งตัวระหว่างอาเดรียง ราบิโอต์ กับโจนาธาน โรว์ ซึ่งเขาเปรียบเทียบว่าเหมือน “การต่อยตีในบาร์” เด แซร์บีเริ่มหมดความอดทน โดยเฉพาะหลังจากทีมตกรอบแชมเปียนส์ลีกเมื่อวันที่ 28 มกราคม จากลูกโหม่งของผู้รักษาประตูเบนฟิกา อานาโตลี ทรูบิน ในนาทีสุดท้ายของรอบเพลย์ออฟ

มาร์กเซยเล่นได้อย่างย่ำแย่โดยเฉพาะเกมที่แพ้คลับ บรูช 0-3 ทำให้เด แซร์บีทั้งตกใจและผิดหวัง แม้มีรายงานว่าเขายื่นใบลาออก แต่หลังพูดคุยกับปาโบล ลองโกเรีย ประธานสโมสร และเมห์ดี เบนาเตีย ผู้อำนวยการกีฬา เขาก็ตัดสินใจอยู่ต่อเพื่อพยายามกอบกู้ฤดูกาล แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ

สามวันหลังจากเกมนั้น มาร์กเซยทำได้แค่เสมอปารีส เอฟซี ทั้งที่นำก่อนสองประตู ก่อนจะกลับมาชนะในฟุตบอลถ้วยเหนือแรนส์ แต่ความหวังทั้งหมดก็พังทลายในเกม “เลอ คลาสสิก” ที่แพ้ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ซึ่งเด แซร์บียอมรับว่าเขารู้สึก “สิ้นหวังอย่างสิ้นเชิง”

“เราซ้อมกันอย่างเต็มที่ แต่เห็นได้ชัดว่าเรายังไม่พร้อม เราต้องหาคำตอบว่าทำไม เราไปบรูชแล้วเล่นแย่ ทำไมเรามาที่นี่แล้วเป็นแบบนั้นอีก ผมไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในหัวนักเตะ” เขากล่าวหลังเกม

“ต้องเป็นนักจิตวิทยามากกว่ากุนซือ”

เด แซร์บีไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าทำไมทีมของเขาถึงเล่นได้ไม่คงเส้นคงวา บางสัปดาห์เล่นได้ยอดเยี่ยม แต่สัปดาห์ต่อมากลับดูไร้ทิศทาง

“ผมอยากเข้าใจว่าทำไมที่มาร์กเซยถึงต้องเจอกับความขึ้นลงแบบนี้ตลอด” เขากล่าวหลังแพ้น็องต์เมื่อวันที่ 4 มกราคม “นี่คือฤดูกาลที่ 12 ของผมในฐานะโค้ช แต่ตอนนี้คุณต้องเป็นนักจิตวิทยามากกว่ากุนซือ” ซึ่งเป็นบทบาทที่ดูเหมือนเขาจะไม่ถนัดนัก

แม้เด แซร์บีจะมีความละเอียดรอบคอบในการเตรียมทีม แต่เขาแทบไม่เคยนิ่งหรือสงบ โดยเฉพาะเมื่อจัดการกับนักเตะ อดัม ลัลลานา อดีตปีกลิเวอร์พูล เคยเปิดเผยว่าเขาต้องคอยบอกเพื่อนร่วมทีมไบรท์ตันว่าอย่าถือสาในสิ่งที่เด แซร์บีพูดระหว่างซ้อม เพราะ “เขาพูดด้วยความตั้งใจดี”

ความมุ่งมั่นของเด แซร์บีไม่เคยถูกตั้งคำถาม และความเข้มข้นของเขาคือสิ่งที่ทำให้ทีมของเขาน่าติดตาม แต่ปัญหาคือเขายังไม่สามารถหาสมดุลระหว่างความหลงใหลและความนิ่งได้ ซึ่งในบางแง่เขาคล้ายอันโตนิโอ คอนเต้ เพียงแต่ไม่มีแชมป์ลีกติดมือ และนั่นคือเหตุผลที่หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับแนวทางของเขามากขึ้น

“ความมั่นใจเป็นสิ่งดี แต่ในกรณีนี้เรากำลังพูดถึงอีโก้ที่ใหญ่เกินไป” คริสตอฟ ดูการ์รี อดีตกองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสกล่าว “เขาคุมแค่ซัสซูโอโลกับไบรท์ตัน แต่พูดเหมือนเคยคว้าแชมป์แชมเปียนส์ลีกมาแล้วสองครั้ง”

ดูการ์รีซึ่งเคยหวังไว้สูงเมื่อเขามาถึงเวโลโดรม ปัจจุบันมองว่าเด แซร์บีเป็น “กุนซือที่ถูกประเมินสูงเกินจริง” และ “คนจัดการทีมไม่เก่ง” ที่เปลี่ยนเกมด้วยการแก้แท็กติกไม่ค่อยได้

แต่ถึงจะถูกวิจารณ์อย่างหนัก การออกจากมาร์กเซยของเขาก็ยังทิ้งสถิติที่ดีไว้ โดยมีอัตราชนะสูงสุด (57%) ของผู้จัดการทีมมาร์กเซยในศตวรรษนี้ ขณะที่ปิแอร์-เอเมอริก โอบาเมย็อง ก็ออกมาเขียนข้อความสดุดีว่า “จากประสบการณ์ของผม คุณไม่สามารถเจอโค้ชแบบนี้ได้ทุกวัน”

เด แซร์บีถือเป็นกุนซือที่มีเอกลักษณ์ มีความสามารถในการทำให้ทีมเล่นฟุตบอลได้สวยงามและรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้เขายังเป็นที่สนใจของหลายสโมสรในอิตาลีและอังกฤษ โดยสื่อคาดว่าเขาอยู่ในลิสต์ตัวเลือกของท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ที่กำลังมองหาผู้สืบทอดตำแหน่งจากโธมัส แฟรงค์

แต่หากบทเรียนจากมาร์กเซยสอนอะไรเราได้อย่างหนึ่ง ก็คือไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนต่อไป ก็คงจะอยู่ได้ไม่นานนัก

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.