‘ปิยพงษ์’ ประเดิมบอร์ด รฟท. นัดแรก เร่งปลดล็อกโครงการรถไฟ ‘ทางคู่-ไฮสปีด’ ยกระดับความปลอดภัยจุดตัดทางรถไฟทั่วประเทศลดอุบัติเหตุและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ลุยสร้างรายได้จากที่ดินและทรัพย์สิน เร่งพัฒนาฟีดเดอร์เชื่อมโครงข่ายรถไฟ สั่งทบทวนแผนเพิ่มอัตรากำลัง 2,800 ตำแหน่ง รองรับภารกิจบำรุงรักษาและการขยายระบบรางในอนาคต
1 มิ.ย. 2569 – นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) ในฐานะประธานคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ รฟท. นัดแรกว่า ได้มอบแนวทางการดำเนินงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะกรรมการและผู้บริหาร รฟท. โดยมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันให้การรถไฟฯ พัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การให้บริการ ความปลอดภัย และการสร้างรายได้ในอนาคต
ทั้งนี้ ได้หารือถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของ รฟท. ซึ่งหลายโครงการยังเผชิญปัญหาและอุปสรรค โดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่และโครงการรถไฟความเร็วสูงที่ยังมีประเด็นค้างอยู่ในหลายด้าน จึงเห็นว่าทุกฝ่ายต้องร่วมกันวิเคราะห์และแยกแยะปัญหาในแต่ละโครงการอย่างละเอียด เพื่อหาแนวทางปลดล็อกอุปสรรคที่ทำให้การดำเนินงานล่าช้า เพราะหากโครงการยังติดขัดอยู่ จะส่งผลให้ไม่สามารถเดินหน้าขั้นตอนสำคัญอื่น ๆ ได้ตามแผนที่กำหนด
นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัย ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญขององค์กร ทั้งในส่วนของงานก่อสร้างและการให้บริการประชาชน โดยต้องการเห็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในทุกมิติ ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพการบริการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจากอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารที่เกิดขึ้นล่าสุดว่า ที่ประชุมได้มีการทบทวนมาตรการด้านความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2,600 จุด แบ่งเป็นจุดตัดที่มีเครื่องกั้นและระบบป้องกันประมาณ 600 จุด ส่วนที่เหลืออีกกว่า 2,000 จุด ยังเป็นจุดตัดในระดับเดียวกันกับถนน
“มองว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรบูรณาการการทำงานร่วมกันมากขึ้น ทั้ง รฟท. กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อแก้ไขปัญหาด้านกายภาพในพื้นที่จุดตัด โดยเฉพาะการปรับปรุงทัศนวิสัยในการมองเห็น การตัดแต่งต้นไม้ กิ่งไม้ และวัชพืชที่บดบังการมองเห็น ซึ่งเป็นมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที ใช้งบประมาณไม่มาก และช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมีนัยสำคัญ”นายปิยะพงษ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังต้องให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนนควบคู่กันไป เพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการขับขี่ โดย รฟท. ควรประสานงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันจุดเสี่ยงลักษณะเดียวกันที่มีอยู่ทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ที่เกิดเหตุเท่านั้น ขณะที่การพัฒนาโครงการก่อสร้างสะพานหรือทางต่างระดับบริเวณจุดตัดทางรถไฟ ซึ่งเดิมเคยมีแผนดำเนินการจำนวนมากนั้น ยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งเรื่องงบประมาณและผลกระทบต่อชุมชน ทำให้หลายโครงการยังไม่สามารถดำเนินการได้ครบถ้วนตามแผนที่วางไว้
นายปิยพงษ์ กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือการเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับ รฟท. ผ่านการบริหารจัดการทรัพย์สินและที่ดินขององค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะที่ดินบริเวณสถานีรถไฟและพื้นที่โดยรอบ รวมถึงที่ดินในพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งเป็นแนวทางที่ รฟท. มีแผนดำเนินการอยู่แล้ว แต่ควรเร่งผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาการท่องเที่ยวทางราง ผ่านการจัดขบวนรถพิเศษและเส้นทางท่องเที่ยวรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับองค์กร รวมถึงการเตรียมความพร้อมรองรับนโยบาย Open Access ซึ่งกฎหมายได้เปิดช่องให้ภาคเอกชนสามารถเข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานทางรางได้มากขึ้นในอนาคต จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบและโครงสร้างรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
นายปิยพงษ์ กล่าวว่า การพัฒนาระบบขนส่งเชื่อมต่อหรือฟีดเดอร์ (Feeder) นั้น เห็นว่าเป็นอีกเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ เพราะการก่อสร้างสถานีรถไฟเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีระบบเชื่อมต่อที่สะดวกในการนำผู้โดยสารเข้าสู่สถานี โดยต้องบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ทั้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จุดจอดรถ สิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงระบบขนส่งเชื่อมต่อให้สอดคล้องกับการเดินทางของประชาชน ในส่วนของการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่ทั้งสายเดิมและสายใหม่ จำเป็นต้องมีการวางแผนเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากโครงข่ายทางรางได้อย่างเต็มศักยภาพ
สำหรับปัญหาการขาดแคลนอัตรากำลัง ซึ่งปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญขององค์กร โดยที่ประชุมได้หารือถึงแผนขออัตรากำลังเพิ่มเติมจำนวน 2,800 ตำแหน่ง ซึ่ง รฟท. ต้องจัดทำข้อมูลเชิงลึกและเหตุผลรองรับอย่างรอบด้าน เนื่องจากการรถไฟฯ เป็นรัฐวิสาหกิจที่ยังมีภาระทางการเงิน การเพิ่มบุคลากรจึงต้องอธิบายให้ชัดเจนถึงความจำเป็น ผลกระทบด้านต้นทุน และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ทั้งนี้ คณะกรรมการได้เสนอให้ รฟท. จัดทำรายละเอียดในระดับสายงานอย่างชัดเจน ว่าปัจจุบันแต่ละภารกิจต้องใช้กำลังคนเท่าใด และในอนาคตตำแหน่งใดที่ยังมีความจำเป็น ตำแหน่งใดที่อาจถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยี หรือมีเอกชนเข้ามารับบทบาทมากขึ้น เพื่อให้การวางแผนอัตรากำลังสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาองค์กรในระยะยาว หลังจากนี้จะต้องเสนอขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เดิม โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบด้านการเงิน และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนมิถุนายนนี้ ส่วนตัวเลขอัตรากำลังที่ขอเพิ่มเติมจำนวน 2,800 อัตรา ยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด
นายปิยพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่ รฟท. ต้องแสดงให้เห็นคือบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับภารกิจหลักในอนาคตยังมีความจำเป็น เช่น งานบำรุงรักษาราง งานดูแลระบบอาณัติสัญญาณ และงานซ่อมบำรุงโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อมีผู้ประกอบการเอกชนเข้ามาใช้โครงข่ายทางรถไฟในอนาคต เพราะหากระบบโครงสร้างพื้นฐานไม่มีมาตรฐานที่ดี ก็อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการ