รอยจารึก แห่งการ "บุกเบิกทุเรียน" สายพันธุ์ไทย บนแผ่นดินเมียนมา
June 01, 2026 06:55 PM

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา ผมได้พูดเรื่อง “ทุเรียน ราชาผลไม้สายพันธุ์เมียนมา” ซึ่งได้พาดพิงถึงอาจารย์ ดร.นสพ.ชัยณรงค์ คันธพนิต ที่พวกเราที่ไปทำมาหากินอยู่ที่กรุงย่างกุ้งเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ต้องรู้จักท่านอาจารย์เป็นอย่างดี เพราะห้องครัวบ้านของท่านอาจารย์ จะเปิดรับพวกเราคนไทยหลายๆ คนเสมอ ในยุคนั้นการหาอาหารไทยทานในกรุงย่างกุ้งยากมาก เพราะในยุคนั้นร้านอาหารไทยมีน้อย ดังนั้นทุกวัน อาจารย์จะสั่งให้แม่ครัวของท่าน ทำอาหารไทยหม้อใหญ่ๆ ทิ้งไว้ในครัวทุกวัน เพื่อรองรับเพื่อนคนไทยที่ทั้งสนิทและไม่รู้จัก ได้ทานกันครับ

ในฐานะที่ผมคลุกคลีทำมาหากินในประเทศเมียนมามานานถึง 36 ปี ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากยุคที่บ้านเมืองเขายังปิดสนิท จนมาถึงยุคแห่งโอกาส และยุคแห่งความผันผวน สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้คือ “ความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่จำนวนเงินในบัญชี แต่วัดกันที่ร่องรอยแห่งคุณงามความดีที่เราทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง” นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมได้พูดเอ่ยชื่อของท่านอาจารย์ ในรายการ Good Morning Asean ในวันนั้นครับ  

และวันนี้ผมอยากจะขอถ่ายทอดต่ออีกสักนิด ถึงเรื่องราวของบุคคลระดับตำนานที่ผมเคารพรักยิ่ง นั่นคือท่านอาจารย์ ดร.นสพ.ชัยณรงค์ ผู้ซึ่งเข้าไปประเทศเมียนมาเพื่อบุกเบิกโอกาสทางการค้า-การลงทุนที่นั่น และที่สำคัญท่านอาจารย์ได้วางรากฐานเกษตรกรรมสมัยใหม่บนแผ่นดินเมียนมา ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้ก็ได้ครับ

อย่างที่ผมเกริ่นนำไปก่อนนี้ว่า หากเราย้อนกลับไปเมื่อกว่า 30 ปีก่อน ในกรุงย่างกุ้งยุคนั้น การหาอาหารไทยรสชาติแท้ๆ เป็นเรื่องที่ยากมากๆ เพราะร้านอาหารไทยมีน้อย ดังนั้นการได้ไปทานอาหารไทยตามที่ผมเล่า บ้านของท่านอาจารย์จึงได้กลายเป็น “โอเอซิส” ของพวกเราคนไทยที่เข้าไปบุกเบิกธุรกิจที่นั่น ทุกวันหยุดพวกเรามักจะไปรวมตัวกันที่บ้านท่านอาจารย์เกือบทุกอาทิตย์

ภาพที่ผมจำได้ติดตาคือ สำรับอาหารไทยชุดใหญ่ ที่มีทั้งแกงเขียวหวาน แกงเผ็ดเนื้อ แกงพะแนง ผัดกระเพรา และแกงส้ม แต่ที่เป็นไฮไลท์ที่สุดคือ “น้ำพริกแมงดา” ที่ผมเรียกมันว่า “อาหารรสชาติแห่งมิตรภาพในย่างกุ้ง” ท่านอาจารย์ไม่ได้เพียงแค่หาเครื่องปรุงที่ไม่ได้ซื้อหาไปจากเมืองไทย แต่ด้วยความเป็นสัตวแพทย์และนักจัดการ ท่านอาจารย์ถึงขั้นลงมือ “เลี้ยงแมงดา” ด้วยตัวเอง ในพื้นที่สวนของท่าน เพื่อให้พวกเราได้ทานน้ำพริกที่หอมกรุ่นกลิ่นแมงดาแท้ๆ เป็นการเยียวยาความคิดถึงบ้านด้วยรสชาติที่อบอุ่นที่สุดเลยครับ
ด้วยสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของท่านอาจารย์กับระดับรัฐมนตรีหลายกระทรวง มีทั้งกระทรวงเกษตร ประมง มหาดไทย และสาธารณสุข ท่านอาจารย์จึงได้รับสัมปทานที่ดินผืนใหญ่หลายร้อยเอเคอร์ใน เขตอิระวดี (Ayeyarwady) ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของเมียนมา ที่นั่นท่านอาจารย์ไม่ได้แค่ปลูกต้นไม้หรือทำนาเพื่อหวังผลกำไร แต่ท่านอาจารย์ได้นำกิ่งพันธุ์ทุเรียน “หมอนทอง” และ “ชะนี” รวมถึง “มะม่วงน้ำดอกไม้” จากประเทศไทย เข้าไปปลูกอย่างเป็นระบบเป็นกลุ่มแรกๆ

สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่าคือ ท่านได้สร้าง “นิคมเกษตรสมบูรณ์แบบ” ที่มีทั้ง สุขศาลา(อนามัยขนาดย่อมๆ) เพื่อดูแลสุขภาพของคนงาน และชาวบ้านละแวกใกล้เคียง และโรงเรียน เพื่อมอบอนาคตให้กับลูกหลานเกษตรกรท้องถิ่น ท่านอาจารย์บริหารจัดการสวนด้วย “หลักการเมตตาธรรม” นำพาความเจริญไปสู่พื้นที่ห่างไกลอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่ท่านอาจารย์ซึ่งเป็นคนไทยคนแรกๆ ที่ดำเนินการเช่นนั้นครับ

แต่แล้วโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น ท่านอาจารย์ต้องมาจากไปในขณะที่โปรเจคของท่านกำลังเบ่งบาน เมื่อมีอยู่วันหนึ่ง ท่านอาจารย์ป่วยด้วยอาการไข้หวัดเล็กน้อย (จากคำบอกเล่าของบุตรชายของท่านที่มาเล่าให้ผมฟัง) จึงไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ด้วยความผิดพลาดทางการแพทย์จากการฉีดยาผิด น่าเศร้าที่คนระดับ “หมอ” ต้องมาจบชีวิตลงเพราะมือบุคลากรทางการแพทย์ ในดินแดนที่ท่านตั้งใจเข้าไปพัฒนา เมื่อเสาหลักพังทลาย และบุตรชายของท่านอาจารย์ไม่ได้สานต่ออาณาจักรแห่งนี้ต่อ โครงการยักษ์ใหญ่ในเขตอิระวดีจึงค่อยๆ กลายเป็นตำนาน ที่หลงเหลือเพียงร่องรอยในความทรงจำอันดีงามของญาติมิตร รวมถึงเพื่อนๆและบุคคลที่รู้จักท่านครับ

ในวันนั้นที่ผมพูดไปในรายการ หลังจากจบรายการผมก็นั่งซึมด้วยความระลึกถึงท่านอาจารย์อยู่นานพอควร และทุกครั้งผมมองดูทุเรียนหมอนทอง ชะนีในตลาดไชน่าทาวน์ ที่กรุงย่างกุ้ง ทำให้ย้อนคิดไปว่า ทุเรียนสายพันธุ์ไทยในเมียนมา ที่กลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของเขาไปแล้ว ต้นทุเรียนสายพันธุ์ไทยที่มีอายุ 30 กว่าปีที่ท่านอาจารย์ปลูกไว้นั้น ได้กลายเป็นแม่พันธุ์ที่ให้รสชาติลุ่มลึก หวานมันติดขม อันเป็นเอกลักษณ์ที่ทั่วโลกถวิลหา

ผมจึงตระหนักได้ว่า “การที่เราหว่านเมล็ดพันธุ์ลงไปแล้วหวังเพียงจะเก็บผลมาทานเองนั้น แม้จะประสบความสำเร็จแต่มันก็ยังไม่ยิ่งใหญ่ เท่ากับการที่คนคนหนึ่ง ยอมหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในดิน โดยที่รู้อยู่เต็มอกว่า ตนเองอาจไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเห็นผลผลิตหรือนั่งพักใต้ร่มเงานั้นก็ได้” และทุเรียนสายพันธุ์ไทยในประเทศเมียนมา คือผลงานของท่านอาจารย์ ดร.ชัยณรงค์ ที่หลายๆ คนจะไม่ได้รับรู้มาก่อน แต่ท่านอาจารย์คือบุคคลประเภทหลังที่ทำงานอยู่อย่างเงียบๆ

ดังนั้น สำหรับผมแล้ว ท่านอาจารย์ ดร. ชัยณรงค์ คือผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ และเรื่องราวของท่านจะยังคงอยู่ในใจของผมและคนไทยรุ่นบุกเบิกทุกคน ตราบเท่าที่ต้นทุเรียนเหล่านั้นยังคงแผ่กิ่งก้านอยู่บนแผ่นดินเมียนมาครับ

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.