ตำนานฟุตบอลโลกของคริสเตียโน โรนัลโด: ไอคอนทีมชาติโปรตุเกสต้องการทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่สมกับสถานะตำนานในปี 2026
นภาพร วงศ์สุวรรณ June 02, 2026 11:53 PM

น้ำตาเริ่มไหลอาบแก้มของคริสเตียโน โรนัลโดทันทีที่เสียงนกหวีดหมดเวลาที่สนามอัล ทูมามา ในกรุงโดฮา ดังขึ้นในคืนวันที่ 10 ธันวาคม ปี 2022 กองหน้าซูเปอร์สตาร์ผู้นี้เศร้าเสียใจอย่างมากหลังจากทีมชาติโปรตุเกสพ่ายแพ้ต่อโมร็อกโกในรอบก่อนรองชนะเลิศของฟุตบอลโลกอย่างเหนือความคาดหมาย จนไม่สามารถแม้แต่จะเดินไปขอบคุณแฟนบอลของตนได้ ความเจ็บปวดนั้นมากเกินจะรับไหว จนเขาไม่อาจแสดงความรู้สึกเสียใจออกมาได้อย่างเต็มที่จนกระทั่งวันถัดมา ผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียเท่านั้น

“การคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกให้โปรตุเกสคือความฝันที่ยิ่งใหญ่และทะเยอทะยานที่สุดในอาชีพของผม” เขาเขียนไว้ในอินสตาแกรม “ตลอด 16 ปีในการลงเล่นฟุตบอลโลก 5 ครั้ง เคียงข้างนักเตะชั้นยอดและได้รับแรงสนับสนุนจากแฟนบอลชาวโปรตุเกสนับล้าน ผมได้ทุ่มเททุกสิ่งที่มีในสนาม”

“ผมทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังในสนาม ผมไม่เคยหนีจากการต่อสู้และไม่เคยยอมแพ้ในความฝันนั้นเลย แต่น่าเสียดายที่ความฝันนั้นจบลงเมื่อวานนี้” ทว่าความฝันนั้นยังไม่สิ้นสุด

แม้อายุจะครบ 41 ปีในเดือนมกราคม โรนัลโดก็ยังมีชื่ออยู่ในทีมชาติโปรตุเกสสำหรับฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งอาจเป็นโอกาสสุดท้ายและดีที่สุดของเขาในการไล่ล่าความรุ่งโรจน์อีกครั้ง...

บทสรุปอันเศร้า

โรนัลโดเดินทางมาถึงกาตาร์ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม ไม่เพียงเพื่อพิสูจน์ตัวเองหลังจากจบช่วงเวลาวุ่นวายกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ยังตั้งเป้าคว้าแชมป์รายการเดียวที่ยังขาดหายไปในตู้ถ้วยรางวัลของเขา

แต่เขากลับต้องออกจากทัวร์นาเมนต์ในสภาพที่คล้ายกับตอนแยกทางกับสโมสรเก่าที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด โดยชื่อเสียงของเขาถูกทำลายจากพฤติกรรมที่ดูเด็กและข่าวลือว่าเขาขู่จะออกจากแคมป์ทีมชาติหลังถูกดร็อปในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งทีมของแฟร์นานโด ซานโตสเอาชนะไปได้ 6-1 จากแฮตทริกของกอนซาโล รามอสที่ลงสนามแทนเขา

“ผมแค่อยากให้ทุกคนรู้ว่า มีหลายอย่างที่ถูกพูดถึง เขียนถึง และคาดเดา แต่ความทุ่มเทของผมต่อทีมชาติโปรตุเกสไม่เคยสั่นคลอนแม้แต่วินาทีเดียว” โรนัลโดกล่าวในโพสต์ของเขา “ผมเป็นเพียงอีกหนึ่งนักเตะที่ต่อสู้เพื่อเป้าหมายเดียวกันของทีม และผมจะไม่มีวันหันหลังให้เพื่อนร่วมทีมและประเทศของผม”

“ตอนนี้ ผมคงไม่มีอะไรจะพูดมากนัก ขอบคุณ โปรตุเกส ขอบคุณ กาตาร์ ความฝันนั้นสวยงามตราบที่มันยังคงอยู่... จากนี้ไป เราคงต้องปล่อยให้เวลาเป็นผู้ช่วยตัดสิน และให้ทุกคนได้ข้อสรุปของตัวเอง”

สมาคมฟุตบอลโปรตุเกส (FPF) เห็นว่าเป็น “ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นยุคใหม่” ด้วยโค้ชคนใหม่ แต่ตำแหน่งกัปตันทีมยังคงเดิม

เมื่อโรแบร์โต มาร์ติเนซเข้ามารับตำแหน่งแทนซานโตสในวันที่ 9 มกราคม ปี 2023 เขามีโอกาสทองที่จะสร้างทีมหนุ่มรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์ แต่เขากลับเลือกเดินทางไปซาอุดีอาระเบีย เพื่อชักชวนโรนัลโดให้กลับมาเป็นผู้นำทีมสู่ยูโร 2024 ซึ่งผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาดว่าไม่สู้ดีนัก

ร่างกายเริ่มถดถอย

โรนัลโดทำประตูได้มากมายในรอบคัดเลือกยูโร แต่กลับไม่สามารถยิงได้แม้แต่ลูกเดียวในรอบสุดท้ายที่เยอรมนี ทั้งที่มีจำนวนการยิงมากที่สุดในบรรดาผู้เล่นนอกเหนือจากผู้รักษาประตู และยิ่งเขาพยายามทำลายสถิติไร้ประตูมากเท่าไร สถานการณ์ก็ยิ่งดูน่าอึดอัดและส่งผลเสียต่อทีมมากขึ้นเท่านั้น

เห็นได้ชัดว่าโรนัลโดควรถูกถอดออกจากทีม แต่โค้ชมาร์ติเนซกลับลังเลที่จะทำเช่นนั้น แม้ในเกมรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้ายที่ไม่มีความหมายใด ๆ ผลคือแรงกดดันยิ่งถาโถมเข้าหากัปตันทีม หลังจากอีกเกมที่ไร้ประตูและความพ่ายแพ้ต่อจอร์เจีย 0-2 ความกดดันถึงขีดสุดเมื่อเขาพลาดจุดโทษในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับสโลวีเนีย

ในช่วงพักครึ่งของการต่อเวลาพิเศษที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต หนึ่งในนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ถึงกับร้องไห้ออกมา มันเป็นภาพที่ชวนตกตะลึง น้ำตาในกาตาร์คือหลังจากตกรอบ แต่ครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างการแข่งขัน

ความคาดหวังได้กลายเป็นภาระที่หนักหนาสำหรับนักเตะระดับตำนานที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้แบกทีม แต่ตอนนี้กลับต้องให้ทีมแบกเขาแทน และนั่นคือสิ่งที่โรนัลโดผู้ภาคภูมิใจยากจะยอมรับ

อย่างไรก็ตาม มันก็ยากที่จะไม่รู้สึกเห็นใจต่อเขา โดยเฉพาะเมื่อเขายังกล้าออกมารับหน้าที่ยิงจุดโทษลูกแรกของการดวลจุดโทษ และยิงเข้าได้อย่างมั่นใจ

“ขอให้เป็นทีมโปรตุเกสมากกว่าโรนัลโด”

มาร์ติเนซเป็นโค้ชที่พูดเก่งและมักเบี่ยงเบนประเด็นเก่ง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะเน้นพูดถึงความกล้าหาญของโรนัลโดหลังเกม มากกว่าที่จะพูดถึงผลงานอันย่ำแย่ก่อนหน้านั้น รวมถึงบทบาทของเขาเองในความล้มเหลวครั้งนั้น

สิ่งที่ไม่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือการที่มาร์ติเนซยังคงใช้แผนเดิมในเกมรอบก่อนรองชนะเลิศกับฝรั่งเศส โดยให้โรนัลโดลงเป็นตัวจริงอีกครั้ง ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด โปรตุเกสตกรอบด้วยการแพ้จุดโทษให้กับฝรั่งเศสที่เล่นได้อย่างน่าผิดหวัง ทำให้เกิดการถกเถียงทั่วประเทศเกี่ยวกับการดึงดันของโค้ชและกัปตันทีม โดยมีพาดหัวข่าวที่ว่า “ขอให้เป็นทีมโปรตุเกสมากกว่าโรนัลโด!”

แม้ในระหว่างศึกเนชันส์ลีก 2024-25 ที่โปรตุเกสทำผลงานยอดเยี่ยม ก็ยังมีข่าวลือว่าประธานสมาคมฟุตบอลคนใหม่ เปโดร โปรเอนซา อาจเตรียมปลดมาร์ติเนซหลังจบทัวร์นาเมนต์ที่เยอรมนี และแต่งตั้งโชเซ มูรินโญแทน

“ผลงานที่ยอดเยี่ยม”

โรนัลโดไม่พอใจกับข่าวลือเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมาร์ติเนซคือคนที่ช่วยให้เขายังมีโอกาสในทีมชาติ

“การตั้งคำถามกับโค้ชที่มีผลงานยอดเยี่ยมกับโปรตุเกสทำให้ผมสับสน” เขากล่าวก่อนเกมชิงชนะเลิศเนชันส์ลีกกับสเปน “มันเป็นการไม่ให้เกียรติอย่างเห็นได้ชัด การพูดถึงโค้ชคนอื่นก็ไม่มีเหตุผล โค้ชทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม”

“ต่อให้เราชนะ ก็ยังมีการถกเถียงเกิดขึ้น แต่นั่นก็เป็นเรื่องของคนที่นั่งอยู่บ้านแล้วพูดไปเรื่อย สิ่งที่สำคัญคือเรามีความสุขกับการทำงานของโค้ช เพราะเขามาจากต่างประเทศแต่ยังพูดภาษาของเรา ร้องเพลงชาติของเราด้วยความภาคภูมิใจ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ผมให้ความสำคัญ เรื่องอื่นไม่สำคัญเลย”

หลังจากปกป้องโค้ชด้วยคำพูด โรนัลโดยังช่วยกอบกู้ชื่อเสียงของมาร์ติเนซในสนามด้วย เขายิงประตูชัยในรอบรองชนะเลิศที่เอาชนะเยอรมนี และยิงอีกครั้งในเกมชิงชนะเลิศกับสเปนที่โปรตุเกสชนะด้วยการดวลจุดโทษ การเสี่ยงของมาร์ติเนซจึงกลายเป็นการตัดสินใจที่ได้ผลในที่สุด

พลังที่ถดถอย

มาร์ติเนซกล่าวว่าเขา “ไม่เห็นสัญญาณว่าโรนัลโดเล่นแย่ลงตั้งแต่ย้ายไปซาอุดีอาระเบีย” แต่คำพูดนี้อาจพลาดประเด็นสำคัญ เพราะความสามารถเหนือมนุษย์ของโรนัลโดเริ่มลดลงก่อนหน้านั้นแล้วตั้งแต่ก่อนย้ายไปอัล นัสร์ในเดือนมกราคม 2023 ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าตำหนิเลย เพราะเขาทำได้ยอดเยี่ยมในการต่อสู้กับกาลเวลา และการที่เขายังเตรียมตัวลงเล่นฟุตบอลโลกครั้งที่ 6 ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นที่หาตัวจับยาก

อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือโรนัลโดในปัจจุบันไม่สามารถวิ่งไล่กดดันคู่แข่งได้เหมือนเดิม ในฟุตบอลยุคใหม่ไม่ค่อยมีศูนย์หน้าที่ไม่ช่วยเพรสซิ่ง ซึ่งทำให้เขากลายเป็นข้อยกเว้น และมีเหตุผลชัดเจนว่าทำไมหลายคนมองว่าโปรตุเกสควรใช้กองหน้าที่เคลื่อนไหวได้มากกว่า

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทีมชาติจะโชว์ฟอร์มดีที่สุดในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก เมื่อกอนซาโล รามอสลงเล่นแทนโรนัลโดในเกมที่ถล่มอาร์เมเนีย 9-1 ซึ่งโรนัลโดพลาดลงสนามเพราะติดโทษแบน

อารมณ์ร้อน

โรนัลโดเป็นนักเตะที่เกลียดความพ่ายแพ้ และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเป็นผู้ชนะมาโดยตลอด แต่ในช่วงหลังเขากลับมีอารมณ์ร้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะระหว่างที่ค้าแข้งกับอัล นัสร์ ซึ่งมีหลายเหตุการณ์ที่เขาแสดงความไม่พอใจต่อผู้ตัดสินและคู่แข่ง ถึงขั้นเคยหยุดซ้อมเพราะเชื่อว่าลีกซาอุดีอาระเบียมีอคติต่อทีมของเขา พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้แฟนบอลบางส่วนกังวลว่าเขาอาจไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ในฟุตบอลโลกครั้งหน้า

โรนัลโดยังรอดพ้นจากการถูกแบนสามนัดเต็ม หลังจากถูกไล่ออกจากสนามเพราะเล่นนอกเกมใส่ดารา โอเชในเกมแพ้ไอร์แลนด์เมื่อพฤศจิกายนที่ผ่านมา เนื่องจากฟีฟ่าตัดสินลดโทษเหลือเพียงเกมเดียว ทำให้เขาพร้อมลงสนามพบกับดีอาร์ คองโกและอุซเบกิสถาน ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสทองในการเริ่มต้นทัวร์นาเมนต์ด้วยผลงานที่ดี

การเต้นครั้งสุดท้าย

แม้สื่อจะให้ความสนใจเขามาก แต่ไม่มีใครที่กดดันตัวเองได้เท่ากับโรนัลโด เขาเป็นนักฟุตบอลที่สมบูรณ์แบบในสายตาตนเอง ชัยชนะคือสิ่งที่ยอมรับได้เพียงอย่างเดียว การย้ายไปเล่นที่ตะวันออกกลางอาจมีแรงจูงใจเรื่องเงิน แต่ความดีใจจนร้องไห้หลังช่วยอัล นัสร์คว้าแชมป์ลีกเมื่อเดือนก่อน แสดงให้เห็นว่าเขายังมีแรงผลักดันอย่างแรงกล้า

ฟุตบอลโลกครั้งนี้จึงมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับเขา เพราะมันคือ “การเต้นครั้งสุดท้าย” ของโรนัลโดบนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แม้จะมีข่าวลือว่าเขาอยากเล่นฟุตบอลโลกปี 2030 คู่กับลูกชาย คริสเตียโน จูเนียร์ แต่ความจริงแล้วนี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะสร้างตำนานในทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

โรนัลโดเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ถึงจะคว้ารางวัลบัลลงดอร์ 5 สมัย เขากลับผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกเพียงครั้งเดียว และไม่เคยยิงประตูในรอบน็อกเอาต์เลย ดังนั้น ฟุตบอลโลกที่อเมริกาเหนือจึงเป็นเวทีตัดสินตำนานของเขาอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป เพราะทีมชุดนี้ถือเป็นทีมชาติที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์โปรตุเกส โดยมีนักเตะระดับท็อปในทุกตำแหน่ง

ตอนจบแห่งเทพนิยาย?

ด้วยการมีวิตินญา, ชูเอา เนเวส และบรูโน แฟร์นันเดส ในแดนกลาง โปรตุเกสมีมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดในโลก ขณะที่ตำแหน่งกองหลังมีรูเบน ดิอาสจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นหัวใจสำคัญ พร้อมด้วยนูโน เมนเดส ทางฝั่งซ้าย และดิโอโก คอสตาในตำแหน่งผู้รักษาประตู

ในแนวรุกยังมีแบร์นาร์โด ซิลวา ที่มากประสบการณ์ รวมถึงนักเตะพรสวรรค์อย่างชูเอา เฟลิกซ์ และราฟาเอล เลเอา แม้ทั้งคู่ยังไม่สามารถโชว์ศักยภาพเต็มที่ก็ตาม

สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างยังคงขึ้นอยู่กับโรนัลโด เขายังถูกเรียกติดทีมเพราะยังยิงประตูได้ในเกมคัดเลือก เนชันส์ลีก และในลีกซาอุดีอาระเบีย ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดา แต่ความท้าทายคือการพิสูจน์ว่าเขายังสามารถยืนหยัดในระดับสูงสุดได้ในวัย 41 ปี

สิ่งสำคัญคือเขาต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้ ไม่ใช่แค่ในจังหวะยิงประตูเท่านั้น โปรตุเกสต้องการให้เขามีสมาธิในช่วงเวลาสำคัญของรอบน็อกเอาต์ ซึ่งอาจไม่ง่ายเมื่อมองจากความตึงเครียดของเขาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ความมุ่งมั่นที่จะคว้าแชมป์โลกก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย คุณลักษณะนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนร่วมทีมที่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เราต้องการคว้าแชมป์โลกไปพร้อมกับโรนัลโด และเพื่อโรนัลโด” ดังที่วิตินญากล่าวไว้

ไม่ว่าทีมที่ยึดโยงกับบุคคลหนึ่งจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะโรนัลโดไม่ใช่แค่นักเตะที่ยอดเยี่ยม แต่เขาคือสัญลักษณ์ของทีมชาติ เขาผ่านอะไรมามากมายเพื่อมาถึงจุดนี้

เขาผลักดันทั้งร่างกายและจิตใจจนถึงขีดสุดในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา เพื่อไล่ตามตอนจบในฝัน และแม้ว่าจะไม่มีใครรู้ว่าความพยายามนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีน้ำตาอีกครั้ง

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.