อุทาหรณ์! สาวป่วยไทรอยด์เป็นพิษ หลงเชื่อคนในเน็ตหยุดยาเอง จนอาการทรุดหนัก ตาโปน-ใบหน้าผิดรูป แพทย์เตือนอย่าประมาท หวิดตาบอดถาวร
โรคบางชนิดทำลายสุขภาพกายแล้วยังพรากความมั่นใจของผู้ป่วยอย่างเงียบ ๆ ล่าสุดมีการแชร์เรื่องราวอุทาหรณ์ของหญิงวัย 34 ปี (นามสมมติ เอช) ที่มีสภาพดวงตาโปนจนผิดรูป หลายคนอาจคิดว่าเป็นความผิดปกติแต่กำเนิด แต่แท้จริงแล้วเป็นผลพวงมาจากอาการป่วยและการดูแลตัวเองแบบผิดวิธี
ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน เธอเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของร่างกาย มีอาการใจสั่น มือสั่น ขี้ร้อน และนอนไม่หลับ สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ในตอนนั้นเธอไม่ได้กังวลเรื่องสุขภาพ กลับคิดว่าเป็นเรื่องดีเพราะรูปร่างผอมลงจนมีคนชม
เมื่อเวลาผ่านไปดวงตาเริ่มเปลี่ยน จากที่คิดว่าตาโตขึ้นเพราะนอนน้อย กลายเป็นดวงตาโปนยื่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด ทุกเช้าที่ตื่นนอนจะรู้สึกเคืองเหมือนมีทรายเข้าตา และปวดตาทุกครั้งที่กลอกตาไปมา เธอจึงไปตรวจที่โรงพยาบาลและพบว่าป่วยเป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษจากโรคเกรฟส์ หรือโรคแพ้ภูมิตัวเองที่กระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานหนักเกินไป
หลังรักษาด้วยการกินยาได้ไม่กี่เดือน อาการมือสั่นและใจสั่นเริ่มดีขึ้น เธอจึงตัดสินใจหยุดยาเองและไม่ไปตามแพทย์นัด แล้วหันไปพึ่งพาวิธีดูแลสุขภาพตามคำแนะนำในกลุ่มโซเชียลมีเดีย เธอกินสาหร่ายและอาหารทะเลแทบทุกวันเพราะเชื่อว่าบำรุงไทรอยด์ ดื่มกาแฟเข้มข้นทุกเช้าเพื่อแก้ง่วงจากการนอนไม่หลับ และดื่มน้ำมะนาวผสมเกลือเพื่อดีท็อกซ์ร่างกาย โดยคิดว่าตัวเองกำลังดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง
แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม ดวงตาโปนหนักกว่าเดิมจนใบหน้าผิดรูป หลายคนตกใจเมื่อเห็นหน้า ซ้ำร้ายมีคนซุบซิบว่าดวงตาเธอดูหน้ากลัว แถมยังมีเด็กทักว่าทำไมตาเหมือนกบ คำพูดเหล่านั้นทำให้เธอสูญเสียความมั่นใจต้องใส่แว่นกันแดดตลอดเวลาเวลาออกไปข้างนอก หลีกเลี่ยงการพบปะเพื่อนฝูง และไม่อยากถ่ายรูปอีกเลย
จุดวิกฤตมาถึงเมื่อเธอไม่สามารถหลับตาให้สนิทได้แม้ตอนนอน ปวดตาตลอดเวลา ใจสั่นรุนแรง และร่างกายอ่อนเพลียหนักจนต้องกลับไปพบแพทย์ ผลตรวจสแกนพบว่ากล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อหลังดวงตาอักเสบ บวมโต และดันลูกตาออกมาข้างหน้า
แพทย์อธิบายว่า ความตั้งใจดูแลสุขภาพเป็นเรื่องดี แต่วิธีการนั้นผิดพลาด การกินอาหารทะเลและสาหร่ายที่มีไอโอดีนสูงยิ่งไปกระตุ้นให้ไทรอยด์ทำงานหนักขึ้น กาแฟทำให้ใจสั่นและนอนไม่หลับรุนแรงกว่าเดิม ที่สำคัญที่สุดการหยุดยาเองเป็นปัจจัยที่อันตรายที่สุด เพราะโรคยังดำเนินต่อไปอย่างเงียบ ๆ แม้อาการภายนอกจะดูเหมือนดีขึ้นชั่วคราว พร้อมเตือนว่าหากปล่อยไว้อาจทำให้กระจกตาเป็นแผล ทัศนวิสัยแย่ลง และเสี่ยงสูญเสียการมองเห็นถาวร
เธอกลับมารักษาและกินยาตามแผนอย่างเคร่งครัดจนอาการต่าง ๆ ค่อย ๆ ดีขึ้น หัวใจเต้นปกติ กลับมานอนหลับได้ และอาการปวดตาลดลงมาก แม้ดวงตาจะยังไม่กลับมาเป็นปกติทั้งหมด แต่ก็ช่วยให้เธอกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี เจ้าตัวฝากข้อคิดว่า อาหารอย่างสาหร่ายหรือกาแฟไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่เมื่อป่วยข้อมูลในอินเทอร์เน็ตอาจไม่เหมาะกับทุกคน โภชนาการเป็นเพียงส่วนเสริม ไม่สามารถแทนที่ยาและการรักษาจากแพทย์ได้
ข้อมูลจาก : soha
ข่าวล่าสุด