สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางพุ่งสู่ระดับวิกฤตอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางทหารต่อเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน เพื่อตอบโต้เหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64 Apache ถูกยิงตกใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านปฏิเสธข้อหาพร้อมเตือนให้กองกำลังต่างชาติถอนตัวออกไป ก่อนจะเปิดฉากยิงโดรนและขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศเพื่อนบ้านเป็นการล้างแค้น ส่งผลให้ข้อตกลงหยุดยิงที่เคยมีความหวังเริ่มพังทลายลง
ชนวนเหตุ: อาปาเช่ตกกลางทะเลและการกล่าวหาจากทำเนียบขาว
รายงานจากสื่อต่างประเทศระบุว่า เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเฮลิคอปเตอร์ AH-64 Apache ของกองทัพบกสหรัฐฯ ประสบอุบัติเหตุตกบริเวณชายฝั่งโอมาน เมื่อเวลาประมาณ 03.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น
โดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ทันทีว่าอิหร่านคือผู้อยู่เบื้องหลังการยิงตกครั้งนี้ และสหรัฐฯ จำเป็นต้องมีการตอบโต้ที่รุนแรง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวอาจพุ่งชนกับโดรนของอิหร่าน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการเจตนาหรือไม่ ขณะที่ทางการอิหร่านปฏิเสธความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social
ปฏิบัติการตอบโต้: สหรัฐฯ ถล่มฐานเรดาร์-การป้องกันภัยอากาศ
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ โดยมุ่งเป้าไปที่ระบบเรดาร์ สถานีควบคุมภาคพื้นดิน และฐานป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านบริเวณเกาะเกชม์ (Qeshm Island), บันดาร์ อับบาส (Bandar Abbas), สิริก (Sirik) และจาสก์ (Jask)
CENTCOM ยืนยันว่านี่คือ "การตอบโต้ตามสัดส่วน" ต่อการรุกรานของอิหร่านที่ไม่มีเหตุผล โดยนายไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ระบุว่าเขาอยู่ในห้องกับทรัมป์ขณะตัดสินใจสั่งการครั้งนี้ ซึ่งเป็นการมุ่งเป้าทำลายขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านโดยเฉพาะ
นวัตกรรมกู้ภัย: ครั้งแรกของโลกกับการใช้โดรนกู้ชีพกลางทะเล
ประเด็นที่น่าสนใจคือความสำเร็จในการช่วยเหลือระหว่างสงคราม โดยนักบินทั้ง 2 นายได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัยด้วยเรือโดรนไร้คนขับชื่อว่า "Corsair" ของหน่วย Task Force 59 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์กองทัพสหรัฐฯ ที่มีการใช้โดรนกู้ภัยทางทะเลในสถานการณ์จริง โดยทรัมป์ยืนยันว่านักบินทั้งคู่ "ปลอดภัยและไม่ได้รับบาดเจ็บ"
เตหะรานสวนกลับ: ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน-คูเวต-จอร์แดน
มีรายงานการตอบโต้ที่รวดเร็วจากฝั่งอิหร่าน โดย อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ ประกาศว่าอิหร่าน "จะไม่ปล่อยให้การโจมตีใดๆ ไร้คำตอบ"
เพียงไม่กี่ชั่วโมง กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้ยิงโดรนและขีปนาวุธเข้าใส่ฐานทัพเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ ในบาห์เรน และฐานทัพอากาศ อาลี อัล-ซาเลม ในคูเวต นอกจากนี้ AP News ยังรายงานว่ามีการโจมตีฐานทัพในจอร์แดนที่เชื่อว่าเป็นโรงเก็บเครื่องบิน F-35 ของสหรัฐฯ อีกด้วย
ผลกระทบเศรษฐกิจและสัญญาณเตือนจากตลาดโลก
ความรุนแรงที่ขยายตัวครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพโลก สงครามครั้งนี้ได้เขย่าเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงมาตั้งแต่ช่วงต้นปี ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานรวมถึงอาหารแพงขึ้นทั่วโลก
ความหวังที่จะเห็นข้อตกลงสันติภาพถาวรที่ทรัมป์เคยอ้างว่า "ใกล้จะสำเร็จใน 2-3 วัน" เริ่มริบหรี่ลง ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าหากการเจรจาล้มเหลวและมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง จะส่งผลกระทบมหาศาลต่อการขนส่งน้ำมันและสินค้าทั่วโลกในระยะยาว