นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับฐานเศรษฐกิจ ถึงทิศทางการพัฒนาตลาดทุนไทยว่า ปัจจัยพื้นฐานยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดความน่าสนใจของตลาดหุ้น และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านดัชนีและมูลค่าการซื้อขาย ซึ่งสะท้อนการกลับมาของความเชื่อมั่นจากนักลงทุน
นายอัสสเดช กล่าวว่า ความชัดเจนของนโยบายภาครัฐและเสถียรภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญ เพราะช่วยสร้างความมั่นใจว่ามาตรการและนโยบายต่าง ๆ จะสามารถผลักดันไปสู่การปฏิบัติได้จริง
สำหรับแนวทางการบริหารงานของ ตลท. ยังคงยึดวิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” หรือการเป็นประตูสู่โอกาสของทุกภาคส่วน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่น (Trust) ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงโอกาสในการลงทุนอย่างทั่วถึง“ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเด็นเรื่อง Trust และ Confidence เป็นสิ่งที่เราพูดถึงอยู่เสมอ หน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์คือการสร้างความเชื่อมั่นผ่านกลไกกำกับดูแล การเปิดเผยข้อมูลที่เหมาะสม และการส่งเสริมให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสในตลาดทุนได้” นายอัสสเดชกล่าว
หนึ่งในโครงการสำคัญที่ ตลท. ผลักดันคือ “Jump+” ซึ่งมุ่งยกระดับศักยภาพของบริษัทจดทะเบียน โดยส่งเสริมให้แต่ละบริษัทจัดทำแผนธุรกิจระยะ 3 ปี ครอบคลุมทั้งการเติบโตของรายได้ ผลกำไร การลงทุน การบริหารจัดการ ตลอดจนประเด็นด้านธรรมาภิบาล สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว
นายอัสสเดช ระบุว่า โครงการ Jump+ ได้รับการตอบรับเกินเป้าหมาย โดยมีบริษัทเข้าร่วมถึง 142 บริษัท จากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ 50-100 บริษัท สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของภาคธุรกิจในการยกระดับคุณภาพของตลาดทุนไทย
นอกจากการวางแผนธุรกิจแล้ว อีกหัวใจสำคัญของโครงการJump+ คือการสื่อสารข้อมูลให้นักลงทุนได้รับทราบอย่างโปร่งใส โดย ตลท. ได้ร่วมมือกับสมาคมนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ และเวทีนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่แผนและความคืบหน้าของบริษัทที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง
ในระยะยาว ตลท. ยังมีแนวคิดที่จะต่อยอดไปสู่การจัดทำ “Jump+ Index” เพื่อสะท้อนศักยภาพและความสำเร็จของบริษัทที่สามารถดำเนินการตามแผนการเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจะต้องพิจารณาปัจจัยภายนอกและผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกควบคู่กันไป“ไม่ว่าจะทำได้ตามแผนหรือไม่ สิ่งสำคัญคือการสื่อสารเหตุผลและความคืบหน้าอย่างตรงไปตรงมา เพราะสิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงกลยุทธ์และศักยภาพในการบริหารจัดการขององค์กร” นายอัสสเดชกล่าว
นอกจากนี้ ตลท. ยังเป็นศูนนย์กลางความร่วมมือ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้แนวคิด “Collaborate to Innovate” โดยหนึ่งในโครงการที่อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คือ TISA หรือโครงการบัญชีออมส่วนบุคคลซึ่งมีเป้าหมายส่งเสริมการออมระยะยาว พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี และเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถปรับเปลี่ยนการลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของตนเองได้อย่างยืดหยุ่น
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
ขณะเดียวกัน เพื่อขยายฐานนักลงทุนรุ่นใหม่ นายอัสสเดช ระบุว่า ตลท. เตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่ที่จะเป็นศูนย์รวมด้านบริการ ข้อมูลการลงทุน และองค์ความรู้ด้านการเงินการลงทุนไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้สะดวก รวดเร็ว และนำไปสู่การตัดสินใจลงทุนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
“ปัจจุบันข้อมูลมีจำนวนมหาศาล เทคโนโลยีจึงต้องเข้ามาช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้ง่ายขึ้น ประหยัดเวลา และใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญด้านการส่งเสริมความรู้ทางการเงินของตลาดหลักทรัพย์ฯ” นายอัสสเดชกล่าว