ทีมชาติสเปนต้องเจอกับผลเสมอ 0-0 กับทีมหน้าใหม่ในศึกฟุตบอลโลกอย่างเคปเวิร์ด ในเกมเปิดสนามกลุ่ม H ที่สนามเมอร์เซเดส-เบนซ์ สเตเดียม เมืองแอตแลนตา โดยถึงนาทีที่ 75 สเปนครองบอลได้ถึง 72 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังไม่สามารถเจาะแนวรับของคู่แข่งได้ สถิติสุดท้ายระบุว่าสเปนยิงทั้งหมด 27 ครั้ง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้เลย และคำถามที่กวนใจ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต และทีมของเขาก่อนพบกับซาอุดีอาระเบียในวันอาทิตย์ก็คือ — สเปนกำลังพึ่งพา ลามีน ยามาล มากเกินไปหรือไม่?
จากสิ่งที่เกิดขึ้นในแอตแลนตา คำตอบคงยากที่จะปฏิเสธได้ สเปนต้องเจอกับทีมเคปเวิร์ดที่เล่นอย่างกล้าหาญและมีระเบียบชัดเจน และการขาดหายไปของยามาลสามารถสัมผัสได้ชัดเจน ภาพของเขาปรากฏอยู่บนป้ายโฆษณาทั่วตึกระฟ้าในเมืองแอตแลนตา แต่ตลอด 70 นาทีแรก เขายังไม่ได้ลงสนาม สเปนเริ่มเกมด้วย เฟร์ราน ตอร์เรส ในตำแหน่งปีกขวา โดยมีเป้าหมายให้เขาช่วยขับเคลื่อนเกมจากตรงกลาง แต่เคปเวิร์ดไม่เปิดโอกาสให้แข้งวัย 26 ปีรายนี้ได้ฉายแสง และเขาก็แทบไม่มีอิทธิพลต่อเกมเลย
นี่คือปัญหาหลักของทีม เมื่อไม่มี ยามาล เกมรุกของสเปนแม้จะมีความแม่นยำเชิงเทคนิคสูง แต่กลับคาดเดาได้ง่าย พวกเขาครองบอลเหนือกว่าและจ่ายบอลมากกว่าคู่แข่งเกินสองเท่า แต่กลับขาดความเฉียบคมในการเปลี่ยนการครองบอลมหาศาลให้กลายเป็นโอกาสที่ชัดเจน การต่อบอลไปมาดูเรียบร้อย แต่ขาดการทะลวงแนวรับ ผลลัพธ์สุดท้ายคือการครองบอลที่ไร้ผลลัพธ์เชิงรุก
โอกาสดีที่สุดในครึ่งแรกของสเปนเกิดขึ้นเมื่อ เฟร์ราน ตอร์เรส ยิงชนคานหลังจากได้รับบอลจาก มาร์ก กูกูเรญา ก่อนที่บอลจะเด้งมาถึง มิเกล โอยาร์ซาบัล ที่โหม่งจังหวะสองจนผู้รักษาประตู โวซินญา วัย 40 ปี ต้องพุ่งเซฟอย่างยอดเยี่ยม เขายังป้องกันลูกโหม่งของ อายเมริก ลาปอร์ต ได้ในช่วงท้ายครึ่งแรกอีกด้วย โอกาสมีอยู่ แต่ไม่มีลูกไหนเป็นประตู ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการจบสกอร์ แต่ก็สะท้อนถึงคุณภาพของการสร้างสรรค์เกมในพื้นที่สุดท้ายเช่นกัน
นาทีที่ 71 เด ลา ฟวนเต ตัดสินใจส่ง ลามีน ยามาล ลงสนาม และทันทีที่เจ้าหนูวัยรุ่นรายนี้ลงมา เกมก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ยามาลลากบอลผ่านแนวรับผสมกับ ดานี โอลโม่ จนสร้างโอกาสให้โอยาร์ซาบัลได้ลุ้นอีกครั้ง แต่ โรแบร์โต โลเปซ ยังบล็อกไว้ได้อย่างสำคัญ ผลกระทบของยามาลเกิดขึ้นทันทีและชัดเจน ทว่าเวลานั้นก็สายเกินไปที่จะเปลี่ยนผลการแข่งขัน
คำถามต่อไปคือ สเปนจะสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 ได้หรือไม่ หากไม่มี ลามีน ยามาล เป็นผู้นำตั้งแต่ต้นเกม นี่คือสิ่งที่ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต ต้องกังวลอย่างแท้จริง
โค้ช เด ลา ฟวนเต ยืนยันก่อนเกมหนึ่งวันว่ายามาลฟิตสมบูรณ์ แต่ยังไม่พร้อมจะออกสตาร์ตเป็นตัวจริง แผนคือการค่อย ๆ ปรับให้เขากลับมาทีละขั้น แต่จากสิ่งที่เกิดขึ้นในเกมนี้ แผนนั้นอาจต้องถูกพิจารณาใหม่อย่างเร่งด่วน
สเปนมีขุมกำลังที่สามารถครองบอลได้เหนือกว่าทุกทีม แต่สิ่งที่พวกเขาขาดคือผู้เล่นที่สามารถพลิกสถานการณ์ได้ด้วยตัวเองเมื่อเจอกับแนวรับที่ตั้งต่ำและรอจังหวะโต้กลับ ยามาลไม่ได้เป็นเพียงแค่ปีก แต่เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การขึ้นเกมของสเปนเปลี่ยนจากการครองบอลอย่างปลอดภัยไปสู่เกมรุกที่อันตราย และความแตกต่างนั้นกลายเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องเสียแต้มในวันจันทร์ที่ผ่านมา
ประวัติศาสตร์อาจช่วยปลอบใจได้บ้าง สเปนเคยแพ้ในเกมเปิดสนามฟุตบอลโลกปี 2010 ต่อสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนจะคว้าแชมป์ในปีนั้น เช่นเดียวกับอาร์เจนตินาที่แพ้ซาอุดีอาระเบียในเกมแรกของฟุตบอลโลก 2022 ก่อนจะกลับมาคว้าแชมป์ในที่สุด การเสมอหรือเสียแต้มในรอบแบ่งกลุ่มไม่ใช่วิกฤติ แต่รูปแบบของเกมนี้ — ครองบอล 75 เปอร์เซ็นต์ ยิง 27 ครั้ง แต่ไม่มีประตู และขาดความสร้างสรรค์เมื่อขาดผู้เล่นคนหนึ่ง — บ่งบอกถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทีมระดับสูงกว่านี้สามารถใช้ประโยชน์ได้แน่นอน
วิกตอร์ มูญอซ อาจเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่เขาไม่ใช่ ยามาล ส่วน นิโก วิลเลียมส์ ที่ลงสนามพร้อมกับยามาลในช่วงท้ายเกมช่วยเพิ่มความกว้างให้เกมบุก แต่ก็ยังต้องใช้เวลาเรียกความฟิตเต็มที่ นักเตะที่เหลือของสเปนถือว่าเป็นผู้เล่นคุณภาพดี แต่ยังไม่ใช่จอมพลิกเกม
เกมวันอาทิตย์กับซาอุดีอาระเบียอาจไม่ใช่เกมที่เล่นได้อย่างไร้ความกดดัน แต่ถือเป็นโอกาสดีที่สุดของสเปนในกลุ่ม H ที่จะกลับมาตั้งหลักและหาทางแก้ไข ปริศนาสำคัญคือครั้งนี้ ยามาล จะได้ออกสตาร์ตตั้งแต่นาทีแรกหรือไม่ เพราะคำตอบนั้นจะสะท้อนให้เห็นว่ากุนซือ เด ลา ฟวนเต มองสถานการณ์นี้อย่างไร